
ไอ้แหว่งแห่งเขาใหญ่
แฟนนิยายผจญภัยระดับตำนาน “เพชรพระอุมา” ต้องจำชื่อ “ไอ้แหว่ง” ได้ขึ้นใจ ช้างจ่าโขลงโรคจิตตัวนี้
แฟนนิยายผจญภัยระดับตำนาน “เพชรพระอุมา” ต้องจำชื่อ “ไอ้แหว่ง” ได้ขึ้นใจ ช้างจ่าโขลงโรคจิตตัวนี้ พาพวกอาละวาดซะจนคณะท่องไพรของรพินทร์ ไพรวัลย์ แทบวินาศสันตะโรตั้งแต่ต้นๆ ของการเดินทาง
มาถึงบัดนี้ เรามี “ไอ้แหว่ง 2” มาจุติแล้ว เป็นของจริงที่อุทยานฯ เขาใหญ่ เพียงแต่ไอ้แหว่งตัวนี้ ลดขนาดลงจากช้างเหลือตัวเท่าหมา 555
มันคือหมาในระดับจ่าฝูง ผู้มีตำหนิรูปพรรณ “หูแหว่ง” เหมือนไอ้แหว่งช้างร้าย นั่นเลยเชียว
อนึ่ง ผมติดใจนิดนึง ไอ้แหว่งตัวแสบในเพชรพระอุมา จริงๆ แล้วเป็นช้างงาเดียว นี่ถือเป็นตำหนิที่โดดเด่นมากกว่าใบหูแหว่งๆ ด้วยซ้ำ มิหนำซ้ำ ช้างที่มีใบหูแหว่ง ก็ถือว่าพบกันได้บ่อยๆ อีกต่างหาก
ทำไมพรานแถวหนองน้ำแห้งของปู่ “พนมเทียน” ถึงไปให้ความสำคัญของหูที่แหว่ง มากกว่างาที่มีข้างเดียวก็ไม่ทราบ? (หาประเด็นตั้งข้อสังเกตไปเรื่อยเปื่อย อิอิ)
อุทยานฯ เขาใหญ่มีหมาในอาศัยอยู่หลายฝูงด้วยกัน แต่ดูเหมือนฝูงที่แทรกซึมหากินใกล้คนที่สุด น่าจะเป็นฝูงของไอ้แหว่งนี่แหละ
เขตอิทธิพลของไอ้แหว่ง เป็นป่ารอบๆ หนองขิง ในอดีตก็คือ โรงแรมเขาใหญ่ของ ททท.ที่ออกจะไฮโซ มาโดนสั่งเลิกกิจการไปสมัยนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี
ถามผมว่าดีไหมที่เลิกโรงแรมเขาใหญ่ไป ก็คงตอบว่าดี อย่างน้อยก็ลดความอึกทึกตรงนั้นลงไปได้มากโข ผมเองยังจำภาพที่ตีพิมพ์ในอนุสาร อ.ส.ท.เมื่อนานมาแล้วได้ดี เป็นภาพการเล่นแคมป์ไฟที่โรงแรมเขาใหญ่ ก่อไฟจนเปลวลุกโชติช่วงแล้วก็ดีดกีตาร์ร้องเพลงกัน
บรรดาบรรพบุรุษของไอ้แหว่งก็คงเห็นดีเห็นงามด้วยเช่นกัน ปัจจุบัน หนองขิงของโรงแรมเขาใหญ่เดิม ได้กลายเป็นพื้นที่สังหารของหมาใน กวางตัวแล้วตัวเล่ามาจบชีวิตที่ริมหนองขิง ด้วยฝีมือของแก๊งไอ้แหว่ง
แต่การจะทำมาหากินแถวหนองขิงไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากตรงนั้นก็เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวชอบลงมาโพสต์ท่าถ่ายรูปกัน ในยุคที่ผู้คนบ้าถ่ายรูปคลั่งการแชร์ ขณะที่หมาในฝูงไอ้แหว่ง ก็ยังมีสัญชาตญาณเก่าแก่ที่ไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือกลัวคนสุดๆ
เพื่อนผมเคยไปกางบังไพรซุ่มตรงซากกวางที่พวกไอ้แหว่งกัดตายไว้ สิ่งที่เจอกลับไม่ใช่ไอ้แหว่งและพวก แต่เป็นหนุ่มแต่งตัวอย่างเท่ มากระโดดดึ๋งๆๆๆ ให้เพื่อนถ่ายรูป
โดยพวกเขาก็ไม่รู้ว่ามี “ช่างภาพสัตว์ป่า” แอบถ่ายพวกเขาไว้อีกที ด้วยอารมณ์อึดอัดอยากจะบ้าตาย!







