
เสียงเหยื่อรวยรินหลังสมรภูมิเลือด
เครือข่ายสันติวิธี
“กลุ่มเพื่อนรับฟัง” ระดมอาสาสมัครเพื่อทำหน้าที่รับฟังเรื่องราวความทุกข์และความรู้สึกผู้บาดเจ็บทั้งฝ่ายพลเรือนและทหาร จากเหตุการณ์ปะทะเมื่อวันที่ 10 เม.ย. เพื่อให้กำลังใจต่อทุกฝ่ายในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง โดยไม่มีการชี้ถูกชี้ผิด หรือตัดสินกล่าวโทษฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดต่อไปนี้เป็นข้อมูลบางส่วนที่อาสาสมัครได้รับฟังจากประสบการณ์ตรงของผู้บาดเจ็บที่อยู่ในสถานที่เกิดเหตุ และหวังว่าหยาดน้ำตาและความเจ็บปวดในครั้งนี้จะช่วยให้คนไทยมีสติและร่วมกันหาทางออกที่ไม่ใช้ความรุนแรงได้ในที่สุด ขอเพียงมีศรัทธาในความเป็นมนุษย์ อย่าให้สีเสื้อมาทำลายซึ่งกันและกัน
ผู้ชุมนุมคนที่ 1
“
ผมเห็นทหารบางคนร้องไห้ น้ำตาไหล ผมก็รู้ว่าทหารเขาไม่ได้อยากมาทำหรอก แต่มีคำสั่งเขาก็ต้องทำ ตอนวิ่งหลบแก๊สน้ำตายังวิ่งมาเจอกันในซอกเล็กๆ นั่งหันหลังชนกัน หันมาอีกที อ้าว...ทหาร มันตลกมั้ยล่ะ พอควันแก๊สจางก็ลุกขึ้นมาตะลุมบอนกันต่อ ผมยังตลกตัวเองเลย คนเจอหน้ากันครั้งแรก ไม่ได้โกรธกันมาก่อน อยู่ดีๆ ให้มาชกกัน ผมว่ามันไม่ใช่”ทหารคนที่ 1
ตอนเกิดเหตุรู้สึกตกใจมากที่จู่ๆ ก็มีระเบิดถูกปาเข้ามาในกลุ่มทหาร เขาบอกว่าไม่ได้รู้สึกโกรธหรือเกลียดผู้ชุมนุม แม้ตัวเองจะได้รับบาดเจ็บก็ตาม แต่สิ่งที่เขาต้องการจะเห็นมากที่สุดคือ อยากให้ทุกคนหันหน้ามาคุยกัน
ผู้ชุมนุมคนที่ 2
เหตุที่มาเป็นการ์ด นปช. เพราะคับแค้นใจในความไม่เท่าเทียมและการถูกกดขี่ จึงอยากเรียกร้องความยุติธรรมในสังคม และอยากให้รับฟังเสียงคนจนบ้าง
ทหารคนที่ 2
ระหว่างอยู่ที่โรงพยาบาลวชิระ ถูกแวดล้อมด้วยคนเสื้อแดง กลัวมากว่าจะโดนทำร้าย อยากให้สงบโดยเร็ว
ผู้ชุมนุมคนที่ 3
ไม่คิดว่าทหารจะทำรุนแรงกับประชาชนขนาดนี้ เขาเชื่อว่าทหารมีความตั้งใจจะสลายการชุมนุม แต่ไม่คิดว่าสถานการณ์จะรุนแรงขนาดนี้
ทหารคนที่ 3
“
ผมไม่ได้เล่นสงกรานต์มา 2 ปีแล้ว ปีที่แล้วก็เสื้อเหลือง ปีนี้ก็เสื้อแดง เมื่อไหร่มันจะจบสักที ก็อยู่ที่ผู้บังคับบัญชาระดับบนนั่นแหละว่าจะเอายังไง ถ้ายังเผชิญหน้ากันอยู่อย่างนี้ พวกผมก็ต้องถูกเรียกตัวมาอีก”






