posttoday
เศรษฐกิจกีฬา (ตอน 1)

เศรษฐกิจกีฬา (ตอน 1)

13 มิถุนายน 2556

คุณธนา ไชยประสิทธิ์ รองประธานกรรมการบริษัทเครือโอสถสภา บอกผมในสัปดาห์ที่แล้วว่า กำลังจะมีการจัดตั้งสมาคมอุตสาหกรรมกีฬาแห่งประเทศไทยขึ้น

คุณธนา ไชยประสิทธิ์ รองประธานกรรมการบริษัทเครือโอสถสภา บอกผมในสัปดาห์ที่แล้วว่า กำลังจะมีการจัดตั้งสมาคมอุตสาหกรรมกีฬาแห่งประเทศไทยขึ้น

ผมชื่นชมกับแนวคิดนี้ และชื่นชมคุณธนา ที่ยอมทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะนักกีฬาไทยในการไปแข่งมหกรรมกีฬาในต่างประเทศมาแล้วหลายครั้ง ตำแหน่งนี้ต้องเป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งครูทางจิตวิทยาให้คณะนักกีฬาที่เดินทางไกลไปอยู่ใต้ความเครียดความกดดันต่างๆ ในที่แปลกใหม่

ซึ่งบ่อยครั้งเจ้าภาพก็ไม่ได้มีความพร้อมเท่าไหร่ บางครั้งต้องเป็นผู้รับข่าวสารที่ผู้จัดแข่งขันจากสนามต่างๆ มาแจ้งให้นักกีฬาและโค้ชทราบ รวมถึงต้องไปทำหน้าที่ต่อรองแทนทีมแข่งขันและสื่อมวลชนไทย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและได้รับสิทธิที่พึงได้มากที่สุด

วันนี้ไม่ได้จะเขียนถึงคุณธนา แต่จะเขียนถึงข้อมูลเศรษฐกิจกีฬาที่ปกติไม่ปรากฏบนหน้าสื่อเศรษฐกิจของไทยบ่อยๆ ข่าวสารข้อคิดเกี่ยวกับกีฬามีพื้นที่รองรับอยู่เพียบในหน้ากีฬา เศรษฐกิจกีฬาจึงไม่ค่อยขึ้นหน้าหลักของข่าว ที่จะได้ปรากฏส่วนมากเป็นเรื่องพิธีเปิดปิดกีฬาใหญ่ๆ หรือไม่ก็เป็นข่าวการทะเลาะเบาะแว้งแย่งหรือโกงกันในกีฬาไปโน่น

หลายคนเลยไม่ค่อยทราบว่า ในอีกหลายประเทศนั้นกีฬาที่ผ่านกระบวนการจัดการอย่างมีกลยุทธ์แล้ว สร้างมิติทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่มาก เป็นทั้งเครื่องมือเพิ่มมูลค่า และก่อให้เกิดธุรกิจบริการสารพัด จ้างคนเป็นจำนวนมากในระบบเศรษฐกิจที่แท้จริงของเขา

ในสหรัฐและหลายประเทศในยุโรป เศรษฐกิจกีฬามีขนาดใหญ่กว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ของเขาเสียอีก เงินหมุนเวียนมากกว่า จ้างคนมากกว่า กระจายรายได้ไปถึงเมืองเล็ก เมืองน้อยมากกว่า

และสร้างวัฒนธรรมครอบครัว วัฒนธรรมกลุ่ม วัฒนธรรมร่วมของชายหญิงหลากวัยมากกว่ากลไกอื่นๆ ที่มนุษย์สรรค์สร้างขึ้นมาในสังคม

ในสหรัฐ อุตสาหกรรมกีฬาว่าจ้างงานถึง 1% ของประชากรสหรัฐ สหรัฐมีนักกีฬาอาชีพขึ้นทะเบียนอยู่ 12,660 คน มีผู้ขึ้นทะเบียนเป็นอาชีพกรรมการผู้ตัดสิน 15,250 คน ขึ้นทะเบียนเป็นโค้ชกีฬาสารพัดชนิด 184,280 คน

ถ้านับพนักงานที่ถูกจ้างให้ทำงานในสนามทั่วสหรัฐ ปรากฏว่าเป็นพนักงานในสนามสกีหิมะ 36,000 คน พนักงานสนามโบว์ลิง 68,000 คน และเป็นเจ้าหน้าที่ในสนามกอล์ฟถึง 340,500 คน

ส่วนที่เป็นพนักงานโรงงานผลิตอุปกรณ์กีฬา เสื้อผ้า รองเท้ากีฬานั้น มี 44,100 คน ซึ่งนับว่าน้อยมาก เพราะโรงงานส่วนมากย้ายฐานการผลิตไปเอเชียและละตินอเมริกากันหมดแล้ว พนักงานขายปลีกเครื่องกีฬาทั่วประเทศมีอีก 235,300 คน ที่เหลืออีกนับล้านคน คือ พนักงานตามสนามแข่งทำหน้าที่ขายอาหารเครื่องดื่ม ขายบัตร ขายของที่ระลึก ผู้ควบคุมเครื่องเล่นสารพัดในสนามกีฬา ดูแลทำความสะอาดสถานที่ รวมทั้งพนักงานรับแทงพนันที่ถูกกฎหมายในแต่ละมลรัฐ คล้ายๆ เจ้าหน้าที่สำนักงานสลากกินแบ่งบ้านเรานี่แหละ

ในสหรัฐ อเมริกันฟุตบอลอาชีพมีสัดส่วนของพลังขับทางเศรษฐกิจกีฬามากที่สุด รองลงมา คือ เบสบอลอาชีพ ตามด้วยบาสเกตบอล NBA ซึ่งนี่ก็มืออาชีพเหมือนกัน ตามมาด้วยฮอกกี้น้ำแข็ง และบรรดากีฬามหาวิทยาลัย ซึ่งมีแทบทุกประเภทกีฬากระจายทั่วทุกรัฐ รองลงไปอีก คือ แข่งรถ ไม่ว่าจะสูตรหนึ่งหรือสูตรไหน จากนั้นจึงเป็นหมวดกีฬาอื่นๆ ที่ไม่ได้กล่าวข้างต้น ตั้งแต่วิ่ง เรือใบ สเกตบอร์ด ฯลฯ ปิดท้ายด้วยพระเอกนอกสนามแข่งที่สร้างเศรษฐกิจกีฬา คือ สถานออกกำลังกาย (Health Club)

เล่ามานี่ก็เพื่อบอกว่า เศรษฐกิจกีฬาเป็นเครื่องมือที่ทันสมัยมายาวนานในสังคมของคนชั้นกลาง ซึ่งสหรัฐและยุโรปเป็นสังคมผู้มีรายได้ปานกลางมานานแล้ว แต่เอเชียและไทยเพิ่งเข้าสู่สังคมชนชั้นกลางขนานใหญ่เร็วๆ นี้เท่านั้น ดังนั้น กิจกรรมกีฬายังมีที่โตอีกมาก ไม่ว่าจะมองเฉพาะตลาดเศรษฐกิจกีฬาภายในประเทศ หรือถ้ามองให้เห็นศักยภาพการก้าวสู่ความเป็นชนชั้นกลางของอาเซียน 10 ชาติแล้ว เราอาจมีตลาดชนชั้นกลางในภูมิภาคที่มีขนาดใหญ่ไม่น้อยไปกว่าสหรัฐ (ซึ่งมีประชากรไม่ถึง 300 ล้านคน) ด้วยซ้ำไป

เหลือแต่ว่า เราจะเอากีฬามาทำเศรษฐกิจได้มากแค่ไหน เพื่อมิให้กีฬาเป็นได้แค่ธุรกิจแทงพนันขันต่อ หรือกิจกรรมมวลชนเป็นครั้งคราวเท่านั้น เศรษฐกิจกีฬาไม่จำกัดเฉพาะในลานในลู่ของสนาม แต่ยังมีจากอัฒจันทร์กองเชียร์อีก

เราจึงควรผลักดันให้มีธุรกิจกองเชียร์อย่างต่อเนื่อง เกิดเศรษฐกิจท้องถิ่นและข้ามถิ่นไปมาทุกฤดูกาล

การพัฒนากีฬาไทยจึงไม่ได้มีเฉพาะมิติคุณค่าเท่านั้น แต่ยังมีมิติด้านมูลค่าให้สรรค์สร้างและจัดการอีกมากมาย สมาคมอุตสาหกรรมกีฬาแห่งประเทศไทย จึงเป็นก้าวย่างที่ถูกแล้วครับ

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก