
ร่วมด้วยช่วยกันก้าวข้ามประเด็นขัดแย้ง
...เศรษฐา ทวีสิน
หลังจากที่ความตึงเครียดทางการเมืองดำเนินมาเป็นเวลาเนิ่นนาน ด้วยภาพของความแตกแยกทางความคิดของคนไทยด้วยกันเอง ณ เวลาที่ผมเขียนบทความนี้ การเจรจาระหว่างฝ่ายรัฐบาลที่นำโดยนายกฯ อภิสิทธิ์ กับฝ่ายแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ที่กินเวลากว่า 2 วันก็ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว และก็เป็นที่ทราบกันดีว่าผลการเจรจาไม่สามารถบรรลุข้อตกลงใดๆ ซึ่ง ณ วันนี้ก็ได้นำมาซึ่งการขยายตัวการชุมนุมของฝ่าย นปช. เข้ามาในบริเวณย่านธุรกิจใจกลางเมือง แต่อย่างน้อยท่ามกลางความขัดแย้งทางอุดมการณ์การเมืองในครั้งนี้ก็มีปรากฏการณ์อย่างหนึ่งที่ผมเชื่อว่าทุกๆ ฝ่ายที่จับตาดูความเคลื่อนไหวของทั้งสองฝั่งต่างก็ไม่คาดคิดว่าจะสามารถเกิดขึ้นได้ นั่นก็คือ การเจรจาแบบสันติวิธี ซึ่งทั้งสองฝั่งได้ใช้เป็นทางเลือกหนึ่งในการพยายามหาข้อยุติร่วมกัน และต่างฝ่ายต่างก็ยินดีปฏิบัติตามทำนองคลองธรรมของการเจรจาโดยสันติได้อย่างดี และผมเชื่อว่าน่าจะเป็นประเด็นหนึ่งที่ทุกฝ่ายพึงระลึกถึงหากเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างกันขึ้นอีก
เรื่องของผลการเจรจาเราคงไม่พูดถึงมัน แต่ผมว่าที่สำคัญกว่าคือการที่การเจรจาสามารถเกิดขึ้นได้จริงในสถานการณ์เช่นนี้ ผมเชื่อว่าสำหรับหลายๆ ท่านตอนแรกอาจมีความกังวลใจเกี่ยวกับเรื่องของตัวแทนฝั่ง นปช. เพราะไม่แน่ใจว่าจะสามารถเลือกใครขึ้นมาเป็นตัวแทนในการเจรจา และทำหน้าที่แทนมวลชนหมู่มากของตนได้หรือเปล่า แต่เมื่อทั้งสามท่านได้ถูกคัดเลือกมาผมก็ค่อนข้างคลายกังวลเพราะนั่นเป็นสัญญาณที่บอกว่าอย่างน้อยเจตนารมณ์ของปวงชนทางฝั่ง นปช. ก็สามารถที่จะขมวดรวมและส่งผ่านความเป็นเอกฉันท์ผ่านทั้งสามท่านได้ ซึ่งนั่นก็เป็นการลดความยากลำบากในการเจรจาเพื่อที่จะเดินไปข้างหน้าต่อได้อย่างดี
จากที่นั่งดูการถ่ายทอดสดทั้งสองวันผมไม่อาจบอกได้ว่าฝ่ายไหนเตรียมตัวมาดีกว่าฝ่ายไหน แต่ผมเชื่อว่าการที่ทั้งสองฝ่ายรู้ดีว่าการเจรจาในครั้งนี้ถูกประชาชนทั้งประเทศจับตาดูอยู่อย่างใกล้ชิดผ่านหน้าจอโทรทัศน์ น่าจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้บรรยากาศการเจรจาดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ไม่มีฝ่ายใดที่กล้าใช้วาจาโผงผาง ท้าทาย หรือกระตุ้นให้เกิดโทสะกับอีกฝ่ายหนึ่งถึงขนาดที่กลายเป็นการเจรจาในบรรยากาศที่ก้าวร้าวเหมือนภาพการวิจารณ์ในการชุมนุมที่เราเห็นกันอยู่ชินตา
นอกจากนี้แล้ว ข้อดีอีกอย่างหนึ่งที่ผมคิดว่าทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์จากการถ่ายทอดสดในครั้งนี้ก็คือโอกาสในการทำให้ประชาชนที่เฝ้าดูอยู่ได้รับฟังถึงคำอธิบายและคำชี้แจงต่างๆ ในหลายๆ เรื่องที่ถ้าหากไม่มีการเจรจาผ่านการถ่ายทอดในครั้งนี้ผมเชื่อว่ายังคงเป็นเรื่องที่ประชาชนอาจจะเคยรับฟังความแต่ฝ่ายเดียวโดยไม่มีการยกเหตุและผลมาโต้แย้งกัน ทำให้ที่ผ่านมาบางเรื่องเป็นประเด็นที่ฝ่ายตรงข้ามสามารถหยิบมาโจมตีได้อยู่ตลอดเวลา ทั้งสองฝ่ายมีโอกาสในการอธิบายและชี้แจงประเด็นหลายต่อหลายประเด็นที่ถึงแม้จะวกวนไปบ้างบางกรณี แต่อย่างน้อยก็เป็นการทำให้ประชาชนได้ฟังความและเหตุผลจากทั้งสองมุมความคิด ซึ่งถึงแม้จะไม่มีข้อสรุปได้แต่อย่างน้อยประชาชนทุกคนก็มีข้อมูลเพิ่มเติมมากขึ้นเพื่อช่วยในการสนับสนุนความคิดของตนเอง
นอกเหนือไปจากการนำข้อมูลของทั้งสองฝ่ายมาสู่สาธารณชนแล้ว ผมยังคิดอีกว่าการถ่ายทอดสดการเจรจายังเป็นโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายได้แสดงถึงศักยภาพและคุณสมบัติของการเป็นผู้นำประชาชนได้เป็นอย่างดีไม่ว่าจะอยู่ในสถานะผู้นำของรัฐบาลหรือผู้นำของฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ซึ่งผมเชื่อว่าภาพที่ออกมามีส่วนช่วยให้ประชาชนได้ใช้วิจารณญาณของตนเองในการพิจารณาข้อชี้แจงต่างๆ ประกอบไปพร้อมๆ กันกับบุคลิกและความน่าเชื่อถือของแต่ละฝ่าย เพื่อที่จะนำมาประกอบการตัดสินใจว่าใครจะมีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่ากัน หลายๆ คนบอกผมว่าคุณอภิสิทธิ์เป็นคนที่พูดเก่ง และถ้าดูจากการถ่ายทอดสดแล้วผมก็คงไม่เถียงครับ เพียงแต่ผมมีข้อกังวลที่อยากจะกล่าวถึงคุณอภิสิทธิ์สักหน่อยหนึ่ง
เมื่อปีที่แล้ว ผมได้เคยให้ความเห็นไว้ว่าในสายตาของหลายๆ คนที่ผมเคยพูดคุยด้วย ยังมีความเห็นว่าบุคลิกและกิริยา โดยเฉพาะการแสดงออกทางสีหน้าของคุณอภิสิทธิ์ที่มักชักนำให้เราคิดว่าคุณอภิสิทธิ์คล้ายจะดูถูกผู้สนทนาด้วย ซึ่งผมได้เคยวิจารณ์ไว้ว่า เกรงว่าหากปล่อยให้คนรอบข้างรู้สึกเช่นนี้เรื่อยๆ จะเป็นอุปสรรคต่อคุณอภิสิทธิ์เองในการได้รับการสนับสนุนจากมวลชนเพื่อก้าวไปข้างหน้า ซึ่งสำหรับการเจรจาในครั้งนี้ ก็มีเสียงมาอีกครับว่าดูสีหน้าคุณอภิสิทธิ์เวลาฟังทางฝั่ง นปช. ดูเหมือนจะมีสีหน้าที่ค่อนไปในลักษณะดังกล่าว อันนี้ผมไม่ได้มีเจตนาจะชี้นำว่าคุณอภิสิทธิ์จะดูถูกความเห็นของทาง นปช. เช่นนั้นจริงๆ นะครับ เพียงแค่บอกเล่าสิ่งที่หลายๆ คนคิดเท่านั้น แต่ผมก็หวังว่าความคิดดังกล่าวคงเป็นความเห็นของคนส่วนน้อย และคุณอภิสิทธิ์ก็คงไม่ได้มีเจตนาที่จะปั้นสีหน้าดังกล่าว เพราะไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นว่าการเจรจาระหว่างกันก็จะยิ่งทำให้ช่องว่างระหว่างทั้งสองฝ่ายกว้างขึ้นไปเสียอีก
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะฝากให้ท่านผู้อ่านช่วยกันพิจารณาเพื่อที่จะช่วยไม่ให้บรรยากาศความขัดแย้งที่เกิดขึ้นแย่ไปกว่านี้ก็คือเรื่องของการใช้วิจารณญาณในการพิจารณาข่าวสารอะไรบางอย่างที่ได้รับมาจากแหล่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นได้ยินมาจากเพื่อน มีคนฟอร์เวิร์ดอีเมลมาให้ หรือจะเป็นข่าวลือจากทางไหนก็ตาม ในสภาพการณ์แบบนี้ผมคิดว่าต่อมแนวความคิดและต่อมขั้วการเมืองของเราๆ ท่านๆ ค่อนข้างจะมีความ Sensitive และมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อข่าวสารต่างๆ อย่างรวดเร็ว บางทีเร็วเกินไปจนบางครั้งเราไม่ได้มีความพยายามที่จะวิเคราะห์เนื้อข่าวนั้นก่อนที่มันจะส่งผลต่ออารมณ์ของเราทุกคน ผมอยากจะขอท่านผู้อ่านว่าให้ช่วยหยุดคิดสักนิดหนึ่งว่าสิ่งที่ได้ยินมาหรือได้รับเมลที่ส่งต่อมานั้นมันมีความเป็นไปได้จริงหรือ ถ้าท่านพิจารณาแล้วว่าไม่มีข้อเท็จจริงใดๆ มาสนับสนุนก็ขอให้ท่านอย่าเพิ่งไปติดใจเชื่อเรื่องเหล่านั้นเลยครับ คิดเสียว่าเป็นเพียงเรื่องเล่าสู่กันฟังที่ไม่ได้มีความหมายอะไรมากมายไปกว่าข่าวลือทั่วๆ ไป
นอกจากนั้นแล้ว ที่จะช่วยได้มากอีกอย่างก็คือหลังจากที่ท่านได้หยุดพิจารณาข้อมูลข่าวสารที่ท่านได้ยินมาแล้วด้วยเหตุผล ท่านก็ลบข้อมูลนั้นทิ้งไปเสีย และไม่ส่งต่อหรือขยายความเรื่องราวเหล่านั้นต่อไปให้กับเพื่อนหรือญาติพี่น้องของท่าน เพราะการกระทำเช่นนั้นเท่ากับท่านก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการโฆษณาชวนเชื่อที่พึงจะนำมาซึ่งความแตกแยกที่เพิ่มขึ้นระหว่างคนไทยด้วยกันเอง
ผมยังเชื่อในจรรยาบรรณของสื่อมวลชนครับ ดังนั้นเราปล่อยให้หน้าที่ของการสื่อเรื่องราวและข่าวสารทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เป็นหน้าที่ของสื่อจะดีกว่าเพราะนั่นคือหน้าที่การงานของสื่อมวลชนโดยตรง หน้าที่ที่จะให้ข้อมูลข่าวสารที่เที่ยงตรงและปราศจากอคติใดๆ ดังเช่นการถ่ายทอดสดการเจรจาที่เราจับตาดูกันเช่นเมื่อที่ผ่านมา เพื่อที่ประชาชนจะได้ใช้วิจารณญาณของตนเองในการสังเคราะห์เรื่องราวด้วยตัวเอง







