
เฟ้อแต่ไม่โต
ผลจากการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรัฐบาลและธนาคารกลางญี่ปุ่นที่มุ่งกระตุ้นให้เกิดเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นมาเป็น 2% ภายใน 2 ปีนี้ ดูเหมือนว่ากำลังจะถูกมองไปในทิศทางลบมากขึ้นว่าได้ผลจริงหรือไม่
ผลจากการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรัฐบาลและธนาคารกลางญี่ปุ่นที่มุ่งกระตุ้นให้เกิดเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นมาเป็น 2% ภายใน 2 ปีนี้ ดูเหมือนว่ากำลังจะถูกมองไปในทิศทางลบมากขึ้นว่าได้ผลจริงหรือไม่
นับตั้งแต่รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในด้านต่างๆ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมานั้น แม้ว่าจะทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคญี่ปุ่นนั้นฟื้นตัวขึ้น แต่ก็ดูเหมือนว่าผลลัพธ์ที่ออกมานั้นจะสวนทางกัน โดยเฉพาะดัชนีราคาสินค้าของญี่ปุ่นยังไม่สามารถกระเตื้องขึ้นมาได้ ซึ่งถือเป็นวัตถุประสงค์หลักของการกระตุ้นเศรษฐกิจในครั้งนี้
เหมือนกับสหรัฐนั่นแหละครับ ที่บอกว่ากระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อช่วยให้คนมีงานทำ แต่ในความเป็นจริงคนสหรัฐจำนวนมากยังไม่มีงานทำ และอีกไม่น้อยที่ออกจากระบบงานไป
ดังนั้น กำลังเกิดคำถามที่ว่านโยบายเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ นั้น เห็นผลจริงหรือไม่ หรือว่าจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นเสี่ยงหนักเข้าไปอีก
ธนาคารยูบีเอส เตือนว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจของญี่ปุ่นเสี่ยงทำให้เศรษฐกิจแดนอาทิตย์อุทัยเข้าสู่ภาวะ “สแตกเฟลชัน” หรือสภาวะที่เกิดเงินเฟ้อขึ้น แต่เศรษฐกิจไม่เติบโตนั่นเอง
นั่นเป็นเพราะว่าภาวะเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นนั้น เป็นผลจากการอัดเงินจากภาครัฐและธนาคาร ไม่ได้เกิดจากการใช้จ่ายและดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจ
ในความเป็นจริง ถือเป็นเรื่องน่าแปลกครับ ที่ญี่ปุ่นเผชิญหน้ากับภาวะเงินฝืดเรื้อรังมานานกว่า 10 ปี แต่ญี่ปุ่นกลับไม่รู้ถึงสาเหตุของภาวะเงินฝืดที่แท้จริงของประเทศได้
ปัญหาที่ว่านั่นไล่มาตั้งแต่นิสัยของคนญี่ปุ่นเองที่เน้นการออม
ปัญหาที่ว่านั่นคือ การที่ญี่ปุ่นกำลังเข้าสู่ภาวะสังคมผู้สูงอายุที่มักจะนำเงินไปใช้จ่ายในต่างประเทศ เนื่องจากถูกกว่าการใช้จ่ายในแผ่นดินญี่ปุ่นเอง
ปัญหาที่ว่านั่นก็คือ ค่าครองชีพในญี่ปุ่นที่สูง ทำให้ต้นทุนการผลิตในญี่ปุ่นสูงมาก แม้ว่าตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ภาคการผลิตในญี่ปุ่นจะถูกลงมาบ้าง เพราะค่าเงินเยนอ่อนตัวลง แต่ก็ยังถือว่าแพงมากอยู่เมื่อเทียบกับการลงทุนในต่างประเทศ
สิ่งเหล่านี้คือปัญหาหลักๆ ที่ญี่ปุ่นไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และนโยบายเศรษฐกิจแบบอาเบะโนมิกส์ ที่อัดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจการเงิน และเพื่อกดค่าเงินเยนให้อ่อนลงนั้น จึงเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น
มิหนำซ้ำ ญี่ปุ่นยังเสี่ยงที่จะเจอภาวะสแตกเฟลชัน อย่างที่ยูบีเอสว่าไว้จริงๆ ครับ







