
ข่าวร้ายถล่ม...เศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
เศรษฐกิจไทยมีความผันผวนมากอย่างเห็นได้ชัด ไตรมาสแรกของปีนี้เศรษฐกิจไทยดูมีแนวโน้มสดใส จนทำให้กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
เศรษฐกิจไทยมีความผันผวนมากอย่างเห็นได้ชัด
ไตรมาสแรกของปีนี้เศรษฐกิจไทยดูมีแนวโน้มสดใส จนทำให้กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจขึ้น
แต่เมื่อย่างเข้าสู่ไตรมาส 2 เพียงแค่หลังเทศกาลสงกรานต์ ค่าเงินบาทก็แข็งค่าพรวดพราดขึ้นทำสถิติแข็งค่าไปแตะ 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาทมาตั้งแต่ปี 2540 ซึ่งเกิดจากเงินไหลเข้าจากต่างประเทศมาเก็งกำไรในตลาดตราสารหนี้
เงินไม่ได้ไหลเข้ามาที่ไทยประเทศเดียว แต่ไหลทะลักเข้ามาในภูมิภาคนี้ทั้งหมด เนื่องจากนักลงทุนไม่เชื่อว่าเศรษฐกิจของสหรัฐ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น จะฟื้นตัวได้จริง แม้จะใช้มาตรการอัดฉีดสภาพคล่องอย่างมหาศาลก็ตาม
องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจโลกปีนี้จากระดับ 3.4% เหลือ 3.1% และ 4% จากระดับ 4.2% ในปีหน้า พร้อมเตือนว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจยุโรปเสี่ยงฉุดเศรษฐกิจโลก
ส่วนกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ก็ออกรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ปรับลดตัวเลขคาดการณ์เติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้เหลือ 3.3% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ในเดือน ม.ค.ที่ 3.5% ส่วนปีหน้าคาดว่าเศรษฐกิจจะโต 4.0% จากเดิมที่ 4.1%
ไอเอ็มเอฟ คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัว 1.9% ในปีนี้ ก่อนที่จะขยายตัวแข็งแกร่งขึ้นที่ 3.0% ในปีหน้า ขณะที่คาดว่าเศรษฐกิจจีนจะเติบโต 8.0% ในปี 2556 และ 8.2% ในปี 2557 ส่วนเศรษฐกิจยูโรโซนจะหดตัว 0.3% ในปีนี้ ก่อนที่จะฟื้นตัวมาขยายตัว 1.1% ในปี 2557
การลดอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกเป็นข่าวร้ายของประเทศที่พึ่งพาการส่งออกเป็นสัดส่วนสูงในผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) อย่างเช่นไทย เพราะกลุ่มประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเหล่านี้ถือเป็นลูกค้ารายใหญ่ของโลก ดังนั้น การชะลอตัวของการส่งออกไทยจึงเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือน ก.พ. การส่งออกติดลบ 4.6% จากเดือน ม.ค.ที่ส่งออกขยายตัว 15.6% ราวกับหนังคนละม้วน
ถัดมาในเดือน มี.ค. ส่งออกขยายตัว 4.2% และในเดือน เม.ย. ซึ่งเป็นเดือนที่เก็บข้อมูลส่งออกผิดพลาดว่าขยายตัว 10.58% กลายเป็นขยายตัวเพียง 2.89% เท่านั้น
นี่เป็นสัญญาณร้ายที่จะทำให้ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะต้องปรับเปลี่ยนนโยบายการบริหารเศรษฐกิจใหม่ เพราะทางกระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่า การส่งออกปีนี้ยากที่จะขยายตัวได้ตามเป้าหมาย 9%
สัญญาณร้ายต่อไปที่น่าจับตาดูคือ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ที่ลุ่มๆ ดอนๆ มาตั้งแต่ต้นปี ในเดือน ม.ค. ดุลบัญชีติดลบ 2,237 ล้านเหรียญสหรัฐ เดือน ก.พ. ขยายตัวเพิ่ม 1,568 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 1,936 ล้านเหรียญสหรัฐในเดือน มี.ค. แต่ในเดือน เม.ย. ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบหนักลงไปถึง 3,361 ล้านเหรียญสหรัฐ
ส่วนดุลการชำระเงินก็ใช่ว่าจะดีมากนัก มีการขยายตัวขึ้นๆ ลงๆ เช่นกัน โดยในเดือน ก.พ. เพิ่มขึ้น 1,638 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ไหลลงมาติดลบในเดือน มี.ค. 65 ล้านเหรียญสหรัฐ ก่อนจะตีกลับมาเป็นบวกในเดือน เม.ย. 305 ล้านเหรียญสหรัฐ
ที่น่าสนใจคือ หากดุลบัญชีเดินสะพัดไม่ขยายตัว หรือติดลบ ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เท่ากับว่าประเทศของเราก่อหนี้สูง ใช้จ่ายมากกว่าหาได้
และเมื่อนำไปผนวกกับการขาดดุลงบประมาณแผ่นดิน ที่เป็นงบประมาณขาดดุลต่อเนื่องมา 2 ปีแล้ว คือปี 2555 รัฐบาลใช้งบประมาณขาดดุล 3 แสนล้านบาท และปี 2556 ทำงบประมาณขาดดุล 2 แสนล้านบาท จะเกิดการขาดดุลแฝดขึ้นมาทันที
การขาดดุลแฝดนี้คือการขาดดุลงบประมาณ และขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในเวลาเดียวกัน ซึ่งเราไม่ได้เห็นอย่างนี้มาตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อ 16 ปีที่ผ่านมา
การขาดดุลแฝดจะสร้างปัญหาต่อภาพรวมของเศรษฐกิจทันที เพราะจะสะท้อนฐานะประเทศที่ไม่เข้มแข็ง
การขาดดุลแฝดอาจจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ เรื่องนี้ต้องถามใจรัฐบาล
ขณะนี้เพิ่งจะมีสัญญาณการก่อตัวของปัญหา รัฐบาลยังมีเวลาที่จะรับมือ การหวังว่าภาคต่างประเทศจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจคงจะยาก หากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าไม่กระเตื้องขึ้น รัฐบาลก็จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจจากภายในประเทศแทน
แต่การกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศก็มีข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งงบประมาณแผ่นดินที่ขาดดุล เศรษฐกิจชะลอตัว และปัญหาเงินเฟ้อ การจะดำเนินนโยบายของรัฐบาลนับจากนี้ไป จะต้องใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น
ดังนั้น การดำเนินนโยบายประชานิยมที่ใช้เงินสูงที่สุดคือ โครงการจำนำข้าว ที่คาดกันว่าโครงการนี้จะขาดทุนไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท ก็อาจจะถึงเวลาต้องปรับเปลี่ยน
การลงทุนของรัฐบาลในโครงการขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นโครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท หรือโครงการลงทุนต่างๆ ที่รัฐบาลเสนอขอกู้ไว้ใน พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท จะต้องกระทำอย่างระมัดระวัง เพราะจะต้องนำเข้าเครื่องจักรและวัสดุอุปกรณ์มาก สุ่มเสี่ยงต่อการเร่งตัวของการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด
ปัญหาการขาดดุลแฝดจะเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญในระยะต่อไป
หากรัฐบาลยังคงมือเติบ ใช้เงินอย่างไม่ระวัง ก่อหนี้จนเกินตัวในภาวะที่เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก เท่ากับการนำประเทศเข้าไปอยู่ในความเสี่ยง ร้ายแรงที่สุดคืออาจประสบกับวิกฤตเศรษฐกิจในอนาคตได้
หากรัฐบาลยังหวังที่จะอยู่ยาว จะเห็นภาพการกลับลำของนโยบายหลายอย่าง เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์
แต่ถ้ารัฐบาลเลือกที่จะดำเนินนโยบายเดิมๆ ที่สร้างภาระต่องบประมาณต่อไป ก็เป็นสัญญาณได้ว่าอาจจะไม่คิดอยู่นาน
เงื่อนไขปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปีนี้ จะเป็นจุดหักเหที่จะทำให้รัฐบาลนี้อยู่หรือไป หากยังแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชนไม่ได้ คะแนนนิยมของรัฐบาลอาจจะพลิกกลับ ดอกไม้อาจกลายเป็นก้อนอิฐ







