
รมต.ประดิษฐ ยึด สปสช.ยึดองค์การเภสัช เพื่อใคร
ผลงานสีดำของ นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข มีหลายประการ แต่ที่ตั้งใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างระบบสาธารณสุขไทยอย่างสำคัญ คือ การยึดสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และการยึดองค์การเภสัชกรรม
ผลงานสีดำของ นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข มีหลายประการ แต่ที่ตั้งใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างระบบสาธารณสุขไทยอย่างสำคัญ คือ การยึดสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และการยึดองค์การเภสัชกรรม
ยึด สปสช. ฮุบเงินประกันสุขภาพแสนล้าน
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เป็นองค์กรแรกที่ รมต.ประดิษฐ จ้องจะยึดให้ได้ ทางพรรคเพื่อไทยเคยมีแผนบันได 4 ขั้น เพื่อยึดกุม สปสช. มาตั้งแต่สมัยรัฐมนตรีวิทยา บุรณศิริ แต่ทำได้เพียง 2 ขั้น เมื่อรัฐมนตรีประดิษฐเปลี่ยนบทบาทจากผู้บงการมาเล่นรัฐมนตรีว่าการเสียเอง ได้ใช้เงื่อนไขที่กำหนดการประเมินผลการจ้างงานเลขาธิการ สปสช. ชื่อ นพ.วินัย สวัสดิวร ทุก 6 เดือนให้เป็นประโยชน์ แปลง่ายๆ ว่า หากไม่ทำตามคำสั่งก็จะประเมินให้ตก จะตั้งคนใหม่มาแทนที่ และการยึด สปสช.ในแผนขั้นสุดท้าย คือ การบังคับให้ นพ.วินัย เป็นผู้ขอตั้งรองเลขาธิการเพิ่มเองอีก 2 ตำแหน่ง เพื่อเอาคนของตนเข้าไปเสียบ เพราะเดิมรองเลขาธิการที่มีอยู่แล้วทั้ง 3 ตำแหน่งนั้น การเมืองสั่งซ้ายหันขวาหันไม่ได้ เมื่อบีบจนหมอวินัยหน้าเขียว จนยอมทำตามที่การเมืองขอ รมต.ประดิษฐ ก็ส่งคนของตนเข้ามาเป็นรองเลขาธิการ 2 คน แต่งตัวคอยท่า รอเวลาขึ้นตำแหน่งเลขาธิการในอนาคต ยึดกุมจากข้างใน อีกทั้งระหว่างรอยังจัดการโยกงบแก้เงื่อนไขให้เอื้อต่อเอกชน หรือนโยบายเมดิคัลฮับได้ดังใจมากขึ้น
รองเลขาธิการใหม่ 2 คน ชื่อ นพ.อรรถสิทธิ์ กาญจนสินิทธ์ อดีต สส.พรรคไทยรักไทย และ นพ.สัมฤทธิ์ ศรีธำรงสวัสดิ์ คุณหมอสัมฤทธิ์เป็นนักวิชาการที่ดี แต่หลงกลถูกหลอกให้ฝันว่าอาจจะได้เป็นเลขาธิการ สปสช. ชวนให้เข้ากลุ่มคนพาล คบคนพาล พาลพาไปหาผิด ความดีความเป็นวิชาการที่สะสมมาทั้งชีวิตก็หมดสง่าราศีในคราวนี้ แต่ยังไงหมอสัมฤทธิ์ก็เป็นเพียงไม้ประดับ เพราะเลขาธิการ สปสช.คนต่อไปนั้นฟันธงว่าชื่อ นพ.อรรถสิทธิ์ กาญจนสินิทธ์ สายตรง รมต.ประดิษฐ รอเข้าวินอย่างแน่นอน
บันได 4 ขั้นของการยึด สปสช.กำลังจะสำเร็จลงสมบูรณ์ รอการปลดหมอวินัย ตั้งหมออรรถสิทธิ์คนของตนเองขึ้นมานั่งแทน เป็นการยึดกุมอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และหันหัวเรือทิศทางหลักประกันสุขภาพไทยให้เอื้อต่อการเติบโตทำกำไรของธุรกิจการแพทย์และโรงพยาบาลเอกชน การยึด สปสช.เป็นการเปิดทางให้มีการแปรรูปเงินภาษีประชาชนให้ผันเป็นรายได้กำไรงามของโรงพยาบาลเอกชน นี่คือภารกิจหลักของรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขคนนี้
ยึดองค์การเภสัชกรรม รัฐวิสาหกิจหมื่นล้าน
องค์การเภสัชกรรม (อภ.) เป็นอีกองค์กรหนึ่งที่กำลังโดนแทรกแซง เพราะผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม คือ คุณหมอวิทิต อรรถเวชกุล อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านแพ้ว เป็นคนเก่งบริหารที่ซื่อตรงและไม่สยบยอมต่อคนคด ปฏิบัติการถูกสอบสวนชี้มูลความผิดโดยดีเอสไอ กรณีโรงงานวัคซีนสร้างล่าช้าและวัตถุดิบยาพาราเซตามอล เพื่อหาเหตุปลดให้ได้
องค์การเภสัชกรรมในยุคคุณหมอวิทิตนี้ มีความผิดมหันต์ที่สำคัญ คือ ได้บริหารจัดการจนยอดขายยาและเวชภัณฑ์ขององค์การเภสัชกรรมเพิ่มขึ้นอย่างมาก ในปี 2550 ที่คุณหมอวิทิตเข้ามาเป็นผู้อำนวยการนั้น มียอดขายปีละ 5,449 ล้านบาท และเพิ่มปีละนับพันล้าน จนปี 2554 เพิ่มขึ้นมาเป็น 11,455 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2 เท่าในเวลาเพียง 5 ปี นับเป็นสุดยอดการบริหารจัดการของรัฐวิสาหกิจภาครัฐ เขาว่ากันว่ายอดขายและกำไรในไทยของบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับบรรษัทข้ามชาติตกฮวบเพราะองค์การเภสัชกรรมโดยแท้ ส่วนความผิดประการที่ 2 ที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ การไม่ยอมก้มหัวหรือสยบยอมต่อฝ่ายการเมือง ไม่ช่วยดำเนินการหาเงินทอนในองค์กรให้ตามที่ขอมา จึงต้องปลดเพราะขวางการขอใต้โต๊ะ หมอที่รวยมีบริษัทใหญ่โตก็ใช่ว่าจะไม่โกงกิน คนจนคนไร้บ้านเสียอีกที่ไม่เคยคิดจะโกงใคร
องค์การเภสัชกรรมนั้นสามารถพยุงราคายาให้โรงพยาบาลของรัฐจัดซื้อยาได้ในราคายุติธรรมมากขึ้น ยาไหนแพงติดสิทธิบัตรก็ทำการบังคับใช้สิทธิผลิตยาตามกฎหมายสิทธิบัตรที่เปิดช่อง ทำให้ยาเอดส์ ยามะเร็ง ยาโรคหัวใจราคาถูกลงเป็นสิบเป็นร้อยเท่า บริษัทยาโดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติเสียผลประโยชน์อย่างมาก ทั้งยอดขายตก เสียส่วนแบ่งการตลาด โก่งราคายาแบบเดิมที่เคยผูกขาดไม่ได้ จนเชื่อว่ามีการลงขันกันเพื่อเลื่อยขาเก้าอี้หมอวิทิตให้พ้นจากตำแหน่ง นับเป็นความผิดมหันต์ที่ทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ และธุรกิจยาข้ามชาติแคระแกร็น ก็เลยมีการรับจ็อบมาปฏิบัติการปลดหมอวิทิตให้จงได้ ซึ่งก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล คนที่ใหญ่ที่สุดในกระทรวงสาธารณสุข ที่วันๆ คิดแต่จะปฏิรวบนั่นเอง
ประธานบอร์ดองค์การเภสัชกรรม นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี ก็เป็นคนที่สั่งได้ กรรมการบอร์ดส่วนใหญ่ก็เป็นอธิบดีในกระทรวงสาธารณสุข สั่งได้ไม่กล้าหือ แต่เนื่องจากคุณหมอวิทิต อรรถเวชกุล คนดีคนมีความสามารถ ไม่มีความด่างพร้อย จึงต้องทำลายคนดีด้วยการยัดเยียดข้อหาส่อทุจริตเพราะโรงงานวัคซีนล่าช้า กับการพบวัตถุดิบพาราเซตามอลปนเปื้อนมาเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมในการปลด การปลดหมอวิทิต ยึดองค์การเภสัชกรรมคือส่วนสำคัญของการปฏิรวบ เพื่อเอื้อต่อการเติบโตของโรงพยาบาลเอกชนและธุรกิจยาข้ามชาติ
ยึด สปสช. ยึดองค์การเภสัชกรรม เพื่อการทำกำไรของเมดิคัลฮับ
ปัจจุบันเครือโรงพยาบาลกรุงเทพมีแพทย์ทั้ง Full Time และ Part Time รวมกันกว่า 7,000 คน และมีเป้าหมายที่จะขยายสาขาจาก 32 แห่งไปให้ได้ 50 แห่งในปี 2558 มีแพทย์ทั้งสิ้น 1.1 หมื่นคน ดูแลทั้งคนไทยที่มีความสามารถในการจ่าย คนไทยชั้นกลางที่พอจะจ่ายไหว และชาวต่างชาติทั้งฝรั่ง อาหรับ ญี่ปุ่น เกาหลี ที่พร้อมจะมาใช้บริการ เพราะราคาค่ารักษาที่ถูกกว่าประเทศเขาเอง ในขณะที่โรงพยาบาลชุมชนที่มี 750 แห่ง ดูแลคนไทยกว่า 40 ล้านคน หรือ 2 ใน 3 ของประเทศไทย แต่มีแพทย์เพียง 3,000 คนเศษเท่านั้น ทั้งนี้เพราะรัฐบาลไม่เคยจริงใจและจริงจังกับการดูแลรักษาให้แพทย์อยู่ในชนบทได้เลย คนชนบทจึงเสียโอกาสอยู่ร่ำไป
โรงพยาบาลเอกชนส่วนใหญ่ของประเทศไทยเติบโตในอัตราเร่งมาตลอด แม้จะไม่มีการส่งเสริมจากรัฐบาล แต่เมื่อรัฐบาลเปิดนโยบายเมดิคัลฮับ เปิดเงื่อนไขให้ชาวต่างชาติเข้ามารักษาโรคได้สะดวก ส่งเสริมให้โรงพยาบาลเอกชนขยายตัว ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ ส่งเสริมการลงทุน ส่งเสริมการนำเข้าระดมทุนในตลาดหุ้น ผลิตแพทย์พยาบาลด้วยภาษีประชาชน แต่ไม่ส่งเสริมให้คงอยู่ในโรงพยาบาลของรัฐ ไม่ควบคุมราคาค่าบริการของเอกชน ไม่มีคณะกรรมการกำกับตรวจสอบมาตรฐานบริการและราคา เป็นต้น ทั้งหมดนี้ทำไปเพื่อให้เอกชนเติบโต เปิดเงื่อนไขให้วิชาชีพด้านสุขภาพสมองไหลอย่างชอบธรรม
แต่เท่านี้ยังไม่พอ หากยึด สปสช.ได้ เปลี่ยนแปลงกติกาการจัดสรรเงิน ก็จะทำให้เงินภาษีประชาชนที่ สปสช.บริหารไหลไปสู่โรงพยาบาลเอกชนได้อีกมาก และเมื่อยึดองค์การเภสัชกรรมได้อีกด้วย ราคายาก็อยู่ในมือแพทย์พาณิชย์ ยาดีที่ราคาถูกทำให้ได้เปอร์เซ็นต์จากการสั่งใช้ยาน้อยกว่ายาราคาแพง ธุรกิจยาจะทำกำไรได้อีกครั้ง โรงพยาบาลเอกชนจะกินรวบระบบสาธารณสุขไทยได้มากขึ้น
รมต.ประดิษฐ รับตำแหน่งโดยมีภารกิจติดมาด้วยในการปฏิรวบกระทรวงสาธารณสุขเป้าหมายคือการยึดกุมอำนาจเบ็ดเสร็จในมือของรัฐมนตรี ไม่มีฝ่ายค้าน ไม่มีกลุ่มแพทย์ชนบท องค์กรตระกูล ส. ต้องอยู่ภายใต้คำสั่งของรัฐมนตรี ในขณะที่พยายามรวบอำนาจภาครัฐ ก็ปล่อยให้ภาคธุรกิจการแพทย์พาณิชย์เติบโต หนุนให้ชิงส่วนแบ่งการตลาด ดูดเงินจากชนชั้นกลางเข้ากระเป๋าในนามการดูแลสุขภาพและการรักษาโรค เมื่อไม่พัฒนาโรงพยาบาลของรัฐก็จะยิ่งแออัด บุคลากรขาดแคลนจากสมองไหล รอนาน คนไข้รอไม่ไหวจะได้ไหลไปสู่โรงพยาบาลเอกชน คนพอจะมีก็พอไหว คนจนคนชนบทที่มีเงินน้อยก็ปล่อยไปตามยถากรรมให้รับบริการการแพทย์ชั้นสามไปที่โรงพยาบาลชุมชนและสถานีอนามัย นี่คือภารกิจของประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีผู้ประกาศชัดว่า ยืนข้างธุรกิจแพทย์พาณิชย์และโรงพยาบาลเอกชน
การยึด สปสช.และองค์การเภสัชกรรมก็เพื่อประโยชน์พวกพ้อง และจะเปลี่ยนระบบสาธารณสุขไทยจากรัฐสวัสดิการไปเป็นระบบพึ่งพาแพทย์พาณิชย์และโรงพยาบาลเอกชน







