ขอม แขมร์ เขมร
ช่วงวันวิสาขะและเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ไปทัศนศึกษา ณ จังหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา
ช่วงวันวิสาขะและเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ไปทัศนศึกษา ณ จังหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา หลายท่านอาจจะเคยไปมาแล้ว บางท่านอาจจะไม่ค่อยตื่นเต้น เช่นเดียวกันกับผู้เขียนที่ไม่ค่อยตื่นเต้น ทั้งที่เป็นการเดินทางเข้าเขมรเป็นครั้งแรก แม้ออกจะตื่นๆ แต่เป็นการตื่นกลัวมากกว่าการตื่นเต้น เพราะไม่แน่ใจว่าจะมีใคร(คนเขมร)รู้จักและเจ็บใจแค้นผู้เขียนหรือไม่
ความจริงผู้เขียนมีความใฝ่ฝันที่จะไปเขมรมาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ครั้งนั้นเดินทางมากับผู้ใหญ่ที่เขามาเที่ยวชายแดนอรัญประเทศ ก็ได้แค่ชะเง้อมองไปที่ฝั่งปอยเปต เห็นเพียงบ้านเรือนและตึกแถวเพียงไม่กี่หลัง แต่ที่จำได้ติดตาก็คือภาพโฆษณานครวัดอันใหญ่โตมโหฬาร และจากที่อ่านหนังสือมาก็ทราบว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ 1 ใน 7 สิ่งของโลก ครั้นต่อมาได้ทำงานกับท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็ได้รับหนังสือ “ถกเขมร” เป็นอภินันทนาการ จึงทราบว่าท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ตื่นตาตื่นใจกับปราสาทหินทั้งหลายที่เมืองเสียมเรียบ (ในหนังสือถกเขมรเรียกว่า “เสียบราบ”) นี้เป็นอย่างยิ่ง ความฝันที่อยากจะไปเห็นจึงมากขึ้นหลายเท่าทวีคูณ
ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ไปเขมรเมื่อ พ.ศ. 2535 หรือ 3 ปีก่อนที่เขมรโดยเจ้านโรดมสีหนุจะไปฟ้องศาลโลกขอเขาพระวิหารคืน ซึ่งศาลได้ตัดสินใน พ.ศ. 2505 ให้เขมรได้ครอบครองเฉพาะตัวปราสาท ซึ่งพี่ไทยก็ฉลาดเหลือรีบล้อมบริเวณรอบๆ ปราสาทนั้นเสีย กระทั่งเมื่อปีกลายนี้เขมรก็นำเรื่องขึ้นสู่ศาลโลกให้ตีความว่า ดินแดนรอบๆ ที่ไทยล้อมรั้วไว้นั้นเป็นของเขมรด้วยหรือไม่ ซึ่งคาดว่าศาลน่าจะมีการตัดสินภายในสิ้นปีนี้ โดยคณะของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ประกอบด้วย ครูอบ ไชยวสุ ประหยัด ศ. นาคะนาท และประยูร จรรยาวงษ์ ทั้งหมดเป็นนักเขียนสังกัดหนังสือพิมพ์สยามรัฐ เหตุผลที่ไปเขมรก็คือ “นัดกันหนีงานไปเที่ยว”
สิ่งที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์(น่าจะ)มีความประทับใจในการเดินทางครั้งนั้น คงมีอยู่สัก 34 อย่าง คือ หนึ่ง การเดินทางที่ทุลักทุเลยากลำบากอย่างแสนสาหัส ตั้งแต่ขึ้นเครื่องบินรุ่นที่เพิ่งปลดระวางมาจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และถนนหนทางที่แสนกันดาร ร่วมกับรถโดยสารบุโรทั่งระหว่างเมือง สอง อาหารการกินที่พะอืดพะอมขมขื่น สาม “เขมรมุง” ที่พบเห็นได้ทุกที่ทุกสถานการณ์ และสี่ อลังการ “อังกอร์” หรือความมหึมาล้ำลึกของปราสาทหินทั้งหลาย ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้เขียนจะนำมาเล่าร่วมกับที่ผู้เขียนได้ไปเห็นมาด้วยตาตนเอง
ท่านอาจารย์ใช้เวลาอยู่ในเขมรราว 1 สัปดาห์ โดยใช้เวลาเที่ยวชมปราสาทที่เมืองเสียมเรียบอยู่ถึง 3 วัน และไปอยู่ที่พนมเปญอีก 2 วัน ที่เหลือคือเวลาที่ใช้เดินทางอย่างระหกระเหินดังกล่าว คณะของท่านไปชมปราสาทอยู่หลายหลัง แต่ที่ท่านเล่าถึงอย่างละเอียดมีอยู่ 2 หลัง คือ ปราสาทนครวัด กับปราสาทบายน ทั้งหมดนี้อยู่ในบริเวณเมืองโบราณขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า “นครธม” ถ้าท่านผู้อ่านนึกถึงภาพแผนที่ประเทศกัมพูชาที่มีรูปพรรณสัณฐานเหมือนกำปั้นวางแปะอยู่ทางชายแดนทิศตะวันออกเฉียงใต้ของไทย ตรงกลางประเทศกัมพูชามีทะเลสาบขนาดใหญ่ตั้งอยู่เหมือนเอานิ้วหัวแม่มือไปแปะไว้ตรงกลางกำปั้นนั้น เมืองเสียมเรียบตั้งอยู่บนปลายหัวแม่โป้งนั่นแหละ เหนือขึ้นไปมีภูเขาเตี้ยๆ ชื่อ พนมกุเลน ที่เชื่อว่าเป็นที่ขุดหินมาสร้างปราสาทหินทั้งหลาย
บทความนี้ไม่ได้คิดที่จะนำเสนอความมหัศจรรย์ในเทคนิคการก่อสร้างหรือความวิจิตรพิสดารในงานศิลปะอันล้ำเหลือเหนือจินตนาการเหล่านั้น เพราะว่าแม้ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์จะกล่าวไว้ในหนังสือถกเขมรอยู่พอสมควร แต่ที่ผู้เขียน “เตะตา” เป็นพิเศษก็เห็นจะเป็น “อุทาหรณ์” (ที่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน แปลว่า ตัวอย่างที่ยกขึ้นมาอ้างให้เห็น, สิ่งหรือเรื่องที่ยกขึ้นมาเทียบเคียงเป็นตัวอย่าง ไม่ใช่การเอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น หรือสาวไส้ให้นานาชาติเห็นอย่างที่ผู้นำบางประเทศชอบทำ) จากที่ท่านได้ไปเห็นปราสาทหินและชีวิตความเป็นอยู่ของคนเขมร ซึ่งเมื่อผู้เขียนได้ไปเห็นในเวลาที่ต่างกัน 60 ปี ก็มีความรู้สึกว่า “อุทาหรณ์” นั้นช่างซึ้งใจจริงๆ
อุทาหรณ์เรื่องแรกก็คือ ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้ตั้งคำถามว่าใครสร้างปราสาทหินเหล่านี้ และสร้างทำไม ซึ่งท่านก็ได้ไปค้นคว้าหาข้อมูลมาหลายแห่ง ร่วมกับที่ท่านสันนิษฐานขึ้นจากการที่ท่านได้ไปเห็นด้วยตา ท่านก็ได้คำตอบว่าชาติที่สร้างต้องมีความยิ่งใหญ่มาก และไม่ใช่คนตัวดำๆ หน้าซึมๆ อย่างคนเขมรนี้แน่นอน ชาติดังกล่าวก็คือ “ขอม” ที่กร่อนมาจากคำว่า “กรอม” หรือชาวใต้ อันหมายถึงคนที่อยู่ข้างล่างลงไป ซึ่งในสมัยนั้นมหาอำนาจในดินแดนแถบชวา มลายู และตอนใต้ของคาบสมุทรอินโดจีนก็คืออาณาจักรศรีวิชัย โดยมีกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่งพระนามว่า “ไศเลนทร์” บางทีนักประวัติศาสตร์จึงเรียกอารยธรรมนี้ว่า “ลัทธิไศเลนทร์” อันแปลว่า “ผู้ยิ่งใหญ่แห่งขุนเขา” (ไศล = ภูเขา + อินทร = พระอินทร์หรือเทพผู้ยิ่งใหญ่)
ดังนั้น ปราสาททั้งหลายในยุคแรกจึงสร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้าของศาสนาฮินดู อันเป็นศาสนาแรกเริ่มที่อาณาจักรศรีวิชัยนำมาด้วยจากอินเดีย แต่ต่อมาได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ อย่างที่เมืองไชยา จ.สุราษฎร์ธานี และโบโรบูดูร์ (หมู่เจดีย์บรมพุทโธ) ในเกาะชวา ที่เขมรก็เปลี่ยนมาเป็นศาสนาพุทธด้วย เราจึงเห็นว่าในปราสาทหินจึงมีทั้งเทวรูปและพระพุทธรูปตั้งปะปนกันอยู่ รวมทั้งสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมต่างๆ ก็ผสมผสานหรือสร้างทับกันอยู่โดยตลอด
อนึ่ง จิตร ภูมิศักดิ์ ได้ศึกษาเชื้อชาติและภาษาของคนในภูมิภาคนี้ ก็เชื่อว่าขอมไม่ใช่เขมร เพราะเขมรเรียกตัวเองว่า “แขมร์” ขอมนั้นเป็นแค่ระบอบหรืออารยธรรมที่รับมาจากชนชาติอื่น อย่างที่เขมรเรียกกลุ่มไทยที่อยู่ไปทางเหนือและตะวันตกของพวกเขาว่า “เสียม” หรือ “สยาม” ที่ต่อมาได้ต่อต้านระบอบขอมและสถาปนารัฐไทยขึ้นในสมัยสุโขทัยนั่นเอง ส่วนคำว่า “กัมพูชา” เป็นชื่อกษัตริย์เขมรในสมัยก่อนยุคปราสาทหินที่ปลดแอกเขมรจากพวกจาม (เชื่อว่าเป็นบรรพบุรุษของญวน) ก่อนที่เขมรจะไปรับเอาอารยธรรมศรีวิชัยเข้ามา กษัตริย์พระองค์นั้นชื่อว่า “กัมพุช” หรือ “กำโพช” เมื่อฝรั่งเศสมาพบหลักฐานนี้จึงตั้งชื่อประเทศเขมรว่า “กัมโบเดีย” หรือกัมพูชา ซึ่งดูเหมือนว่าเขมรก็จะชื่นชอบชื่อนี้ เพราะฟังดูยิ่งใหญ่และเป็นอิสระกว่าเขมรหรือขะแมร์
อุทาหรณ์อีกเรื่องหนึ่งก็คือ สังคมเขมรมีลักษณะที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เรียกว่า “เล่นกับความตาย” ดังที่กษัตริย์เขมรได้สร้างปราสาทต่างๆ ขึ้น ซึ่งเข้าใจว่าปราสาทหลังหนึ่งก็คือ “พระเมรุ” องค์หนึ่ง แม้จะมีนักโบราณคดีจำนวนหนึ่งเชื่อว่าเป็นเพียงแค่เทวสถานเพื่อบูชาเทพยดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ตามความเชื่อทางศาสนา หรือ “ประชาสัมพันธ์สถาน” เพื่อให้คนรู้จักและระลึกถึงความยิ่งใหญ่ของกษัตริย์พระองค์นั้นๆ แต่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ยังเชื่อว่าน่าจะเป็น “มรณานุสาวรีย์” เพื่อระลึกถึงคนตายซึ่งก็คือกษัตริย์แต่ละพระองค์นั่นเอง โดยได้มีการแกะสลักพระรูปประดับไว้ในแต่ละปราสาท โดยเฉพาะที่ปราสาทบายนได้สลักไว้บนองค์ปรางค์นับเป็นร้อยๆ พระพักตร์เลยทีเดียว ซึ่งปราสาทบายนนี้สร้างโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่ครองเขมรในยุคท้ายๆ ก่อนที่เขมรในยุคที่ขอมเข้าครองนี้จะสิ้นสุดลง ก่อนที่จะเข้าสู่ยุค “รัฐกันชน” ระหว่างไทยกับญวนจะแบ่งกันเข้าครอบครอง กระทั่งฝรั่งเศสมายึดเป็นเมืองขึ้นใน พ.ศ. 2506
ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ กล่าวว่า ประวัติศาสตร์ของชนชาติเขมรเต็มไปด้วยเรื่องที่น่าเศร้า ในอดีตได้ถูกกษัตริย์ขอมกดขี่ให้สร้างปราสาทอยู่กว่า 500 ปี ตามมาด้วยการถูกแย่งชิงกันระหว่างไทยกับญวนและการล่าอาณานิคมของฝรั่งอีกกว่า 500 ปี พอเป็นอิสระได้ไม่กี่ปีก็กลายเป็นคอมมิวนิสต์และสู้กันเองของเขมร 3 ฝ่ายอีกนับสิบปี และนี่ก็ต้องมาสู้กับไทยเรื่องเขาพระวิหารอีก ซึ่งถ้าทฤษฎีของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เป็นจริง เขมรคงจะพบกับข่าวเศร้าอีก บางทีอาจจะเป็นข่าวเศร้าเกี่ยวกับดินแดนรอบๆ ปราสาทพระวิหารนั้นก็ได้
ใครที่ชอบไปป้วนเปี้ยนอยู่ในเขมรขอให้ระวังตัวด้วยเน้อ


