posttoday
ปัญหาคาใจสังคมไทย ใคร่แถลงไขให้รู้

ปัญหาคาใจสังคมไทย ใคร่แถลงไขให้รู้

15 เมษายน 2553

...ทศพล ทรรศนกุลพันธ์

ความขัดแย้งในสังคมการเมืองไทยช่วงระยะ 45 ปีหลังมานี้ ตั้งอยู่บนความเข้าใจสังคมไทยในประเด็นต่างๆ อย่างที่น่าเคลือบแคลงใจว่า สิ่งที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยคิด และเข้าใจอยู่นั้น ตรงกับความจริงที่เป็นอยู่หรือไม่ เช่น ประชาชนส่วนใหญ่มีความเข้าใจในการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ การใช้นโยบายประชานิยมเพื่อหวังผลทางการเมืองเป็นสิ่งที่ควรกระทำหรือไม่ คนกรุงยังมีอำนาจในการกำหนดความอยู่รอดของรัฐบาลหรือไม่ การวัดกระแสสังคมในประเด็นต่างๆ จะดูจากสื่อใดเป็นหลัก และสิ่งที่เป็นแก่นแท้ของความขัดแย้งในสังคมไทย คือเรื่องใดกันแน่

หากเรายังไม่สามารถทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ เหล่านี้ได้อย่างเท่าทันสถานการณ์ที่สังคมไทยเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วตามกระแสโลกาภิวัตน์ ที่ย่อมมีผลต่อสังคมไทยด้วยนั้น เราก็ไม่อาจรู้แน่ถึงปัญหาที่แท้จริงอันเป็นบ่อเกิดของความขัดแย้ง และย่อมไม่อาจก้าวข้ามความขัดแย้งไปสู่สังคมอุดมปัญญาที่สามารถแก้ไขปัญหากันด้วยเหตุผลที่มีข้อมูลยืนยันเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายได้

ประเด็นสำคัญที่ใคร่ขอให้ทุกฝ่ายร่วมถกเถียงและหาทางออกร่วมกัน ได้แก่

1.การซื้อเสียงแบบเดิมๆ สามารถตั้งรัฐบาลได้จริงหรือ ตกลงต้องมี กกต. ยุบพรรค ตัดสิทธิ ควรมุ่งไปที่ที่การเฝ้าจับผิด ณ จุดจ่ายเงินซื้อเสียงแล้วลงโทษอย่างรุนแรง หรือต้องตรวจสอบที่มาของเงินทุนของพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อให้เห็นสายสัมพันธ์และผลประโยชน์ของแต่ละพรรคว่าเชื่อมโยงกับกลุ่มผลประโยชน์ หรือกลุ่มอิทธิพลใดๆ เพื่อนำไปสู่ความโปร่งใสและทำให้ประชาชนได้รู้ว่า พรรคการเมืองต่างๆ จะมุ่งสร้างและใช้นโยบายที่เป็นประโยชน์กับกลุ่มใดกันแน่ เช่น ภาษีทรัพย์สินเพื่อความเป็นธรรมในสังคมจะออกมาจากพรรคนายทุนที่ดินได้หรือ พรรคที่เร่งทำเอฟทีเอเพื่อหวังให้เฉพาะกลุ่มทุนตนได้ประโยชน์ ฯลฯ หากทำให้ข้อมูลตรงนี้รับรู้ประชาชนก็จะตัดสินใจเลือกพรรคหรือผู้สมัครบนฐานข้อมูลที่กว้างขึ้นกว่าการหาเสียงแบบโฆษณาชวนเชื่อ

2.การซื้อเสียงแบบใหม่ที่ทรงพลัง คือ การโฆษณาหาเสียงโดยใช้ประชานิยมเป็นจุดขาย ซึ่งเป็นที่ทราบอย่างกว้างขวางแล้วว่า โครงการประชานิยมมีปัญหาในตัวของมันเอง ทั้งความไม่ยั่งยืน การเลือกที่รักมักที่ชังของพรรครัฐบาลที่จะจัดโครงการให้กับกลุ่มใดเป็นพิเศษ เป็นต้น แต่ทุกพรรคการเมืองที่อยู่ในตลาดปัจจุบันก็ล้วนแต่ใช้ประชานิยมเป็นจุดขาย ดังปรากฏว่า พรรคประชาธิปัตย์ที่เคยโจมตีนโยบายประชานิยมเมื่อครั้งเป็นพรรคฝ่ายค้าน เมื่อได้เป็นรัฐบาลก็โหมใช้นโยบายประชานิยมเช่นเดียวกัน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจึงไม่เห็นความต่าง

ดังนั้น มวลชนที่นิยมพรรคไทยรักไทยเดิมจึงยังคงนิยมเฉพาะพรรคแรกที่ทำ เพราะประชาธิปัตย์อยู่มาค่อนศตวรรษไม่เคยทำ เพิ่งมาทำหลังจากพรรคอื่นทำไปแล้ว หากต้องการก้าวข้ามประชานิยมในหลายรัฐก็มุ่งเปลี่ยนไปสู่การเป็น “รัฐสวัสดิการ” ที่ประกันสิทธิประชาชนทุกคนผ่านกฎหมาย และกำหนดหน้าที่ให้ทุกพรรคต้องทำ และจะนำมาทวงบุญคุณขอคะแนนเสียงไม่ได้

3.ทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตยของ อเนก เหล่าธรรมทัศน์ ที่บอกว่า “คนชนบทตั้งรัฐบาล คนกรุงล้มรัฐบาล” เริ่มเสื่อมมนต์ขลังในการอธิบายสภาพการเมืองปัจจุบัน เนื่องจากคนกรุงไม่อาจล้มรัฐบาลได้อย่างง่ายดายเหมือนในอดีตอีกต่อไป และคนชนบทก็หวงแหนปกป้องพรรคการเมืองที่ตนเลือกมาเป็นรัฐบาลอย่างแข็งขัน ความเปลี่ยนแปลงนี่เองที่ทำให้เกิดความอึดอัดในหมู่ชนชั้นกลางในเมือง เพราะอำนาจที่ตนเคยมีและสะกดฝ่ายการเมืองอย่างได้ผลเริ่มถูกสั่นคลอนโดยยุทธศาสตร์ของกลุ่มการเมืองที่มีคนรากหญ้าเป็นฐานเสียง ทางออกของปัญหานี้คือชนชั้นกลางในเมืองรับได้ไหม และจะแสดงออกอย่างไรเพื่อตรวจสอบถ่วงดุลแต่ไม่ทำลายกฎหมาย ในงานรัฐศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 10 ทามาดะ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองไทยในฐานะองค์ปาฐกถาของงานเสนอให้ฝ่ายขวางประชาธิปไตย “ต้องปล่อยวาง” ยอมรับเสียงข้างมาก แล้วตรวจสอบถ่วงดุลผ่านมาตรการ “ใน” ครรลองประชาธิปไตยที่มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด

4.ชนชั้นกลางในเมืองเข้าใจว่าสิ่งที่ตนคิดนั้น “ถูก” มีคนสนับสนุนเยอะ ถือเป็นเสียงสวรรค์ที่คนรากหญ้าชนบทต้องรับฟัง เพราะสิ่งที่ปรากฏอยู่ในสื่อกระแสหลักมุ่งนำเสนอความเห็นที่สอดคล้องกับความคิดของฟากฝั่งตน เช่น โทรทัศน์ วิทยุ (ที่รัฐควบคุม หรือให้สัมปทาน) แต่เราต้องตั้งนิยามสื่อกระแสหลักกันใหม่แล้ว เนื่องจากการวัดจำนวนผู้ชมโทรทัศน์และฟังวิทยุปัจจุบันเริ่มเบือนหน้าไปรับข้อมูลและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผ่านโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิล รวมถึงวิทยุชุมชนที่กระจายอยู่ทุกภูมิภาค

ทั้งนี้ ต้องคำนึงด้วยว่าสื่อทางเลือกต่างๆ ก็มีอิทธิพลมากขึ้น เช่น อินเทอร์เน็ต ที่บางกระทู้ในบางเว็บไซต์มีคนอ่านเกิน 7 ล้านครั้งไปแล้ว ปัญหาคือ รัฐจะไล่ปิดสื่อของฝั่งตรงกันข้ามรัฐไหวหรือ ยิ่งปิดก็ยิ่งเร่งให้คนมุ่งตรงเข้ามาหาความจริงกันในท้องถนนมากขึ้น ทางออกในเรื่องนี้ หากเปิดกว้างไม่ปิดแต่รับฟังเสียงที่แตกต่างเหล่านี้ คนจำนวนมากก็จะติดตามสถานการณ์อยู่หน้าจอโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ หรือฟังวิทยุอยู่ที่บ้าน มากกว่ามุ่งสู่ท้องถนน และเสียงของคนตัวเล็กๆ ที่หลากหลายก็อาจได้มีโอกาสส่งเสียงให้สังคมการเมืองรับฟังจริงจังขึ้น

5.จากงานสัมมนาวิชาการที่มุ่งแสวงหาทางออกจากวิกฤตความขัดแย้งที่ประเทศไทยเผชิญอยู่ ล้วนชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งมาจากความแตกต่างทางความคิด อันเนื่องมาจากสภาพชีวิตของมวลชนและคนที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองต่างกันสุดขั้ว สิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างมากที่สุด คือ ความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างที่มีฐานการกระจายรายได้ที่ย่ำแย่ การจัดอันดับบางสถาบันสะท้อนว่าโครงสร้างการกระจายรายได้ไทยแย่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก เราจะยอมรับและจำนนต่อปัญหานี้ หรือจะพยายามแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง ด้วยมาตรการกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจหลากหลายประการที่สังคมอื่นทำได้สำเร็จหรือไม่ เช่น ภาษีทรัพย์สิน มรดก ภาษีอัตราก้าวหน้า การป้องกันการผูกขาด การคุ้มครองวิถีชีวิตของชุมชน และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน เป็นต้น ซึ่งมาตรการเหล่านี้ต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองสูงเนื่องจากขัดกับผลประโยชน์ของกลุ่มเดิมๆ ที่ต้องการคงโครงสร้างเหลื่อมล้ำเหล่านี้เพราะตนได้ประโยชน์

อย่างไรก็ตาม ก็พอจะมีข่าวดีอยู่บ้าง เนื่องจากมีรายงานวิจัยว่า การกระจายรายได้ของไทยจะไม่แย่ไปกว่านี้อีกแล้ว ก็ด้วยเหตุที่ว่า “ถ้าสังคมใดมีการกระจายรายได้แย่กว่านี้ จะเข้าสู่กลียุค” แน่นอน เพราะความเหลื่อมล้ำจะทำให้คนจำนวนมากทนไม่ไหวอีกต่อไป โดยเฉพาะชนชั้นกลางระดับล่างและรากหญ้า ปัญหาจึงอาจมุ่งสู่สองกลุ่มการเมืองหลักของสังคมไทย คือ ชนชั้นนำจะยอมรับความเปลี่ยนแปลงเพื่อประนีประนอมให้โครงสร้างสังคมการเมืองไทยที่มีความเป็นอนุรักษนิยมคงอยู่ต่อไป หรือจะต้องรอให้มีการปฏิรูปจากเบื้องล่างของสังคม ดังปรากฏเป็นบทเรียนในสังคมอื่น เนื่องจากสัญญาณปะทุออกมาชัดเจนผ่านความขัดแย้งที่ดำรงอยู่นี้

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว