
น้ำบนดวงจันทร์
....อรุณ จิรชวาลา
ไม่แน่นะครับ ถ้าเราไม่ฆ่าฟันกันเองจนตายหมดประเทศเสียก่อน สักวันอาจมีคนไทยได้ขึ้นไปเล่นน้ำสงกรานต์บนดวงจันทร์
วันนี้มาพูดเรื่องไกลตัวหน่อยดีกว่านะครับ เพราะเรื่องใกล้ตัวอาจทำให้เกิดความเครียด
หลายเดือนก่อน หลายท่านคงเห็นข่าวการค้นพบน้ำบนดวงจันทร์ แต่ส่วนใหญ่เห็นแล้วก็คงแล้วไป ไม่เห็นจะเกี่ยวกับตัวเราที่ตรงไหน
ก่อนอื่นต้องบอกว่า ในขณะที่เรากำลังหมกมุ่นอยู่กับปัญหาภายในของเรา วงการวิทยาศาสตร์ทั่วโลกให้ความสนใจเรื่องนี้มาก เพราะถือเป็นครั้งแรกที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชัดเจนว่า นอกจากโลกเราแล้ว ที่อื่นในจักรวาลก็มีน้ำอยู่ด้วย
ก่อนหน้านั้นก็มีข้อสันนิษฐานอยู่แล้วว่า วัตถุที่เห็นจากกล้องดูดาวบางอย่างเป็นเกล็ดน้ำแข็ง เช่น วงแหวนของดาวเสาร์ เป็นต้น การพบน้ำบนดวงจันทร์จึงเป็นการช่วยยืนยันว่าข้อสันนิษฐานเป็นจริง
สำหรับน้ำที่พบบนดวงจันทร์นั้น ไม่ได้มีเฉพาะน้ำแข็งนะครับ ยังพบในรูปแบบอื่นด้วย คือ พบไอน้ำและพบโมเลกุลของน้ำที่เกาะอยู่กับวัตถุอื่น
น้ำกับชีวิตเป็นของคู่กัน ชีวิตในที่นี้หมายถึงชีวิตในรูปแบบคล้ายกับพืชและสัตว์โลกนะครับ ไม่ใช่ชีวิตแบบในนิยายวิทยาศาสตร์
ถอยหลังไปไม่ถึง 20 ปี ความรู้เกี่ยวกับจักรวาลของเรามีน้อยกว่านี้มาก ตอนนั้นเราไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่านอกจากดวงอาทิตย์ของเราแล้ว มีดาวฤกษ์อื่นบนท้องฟ้าที่มีดาวเคราะห์โคจรอยู่รอบๆ หรือไม่ เพราะดาวเคราะห์ไม่มีแสงสว่างในตัวเอง ทำให้กล้องดูดาวส่องไม่เห็น
การค้นพบดาวเคราะห์ดวงแรกนอกระบบสุริยจักรวาลเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ 15 ปีที่แล้วนี่เอง เข้าใจว่าหลักการที่ใช้คือ แทนที่จะพยายามส่องให้เห็นตัวดาวเคราะห์โดยตรง ก็ส่องดูเงาของมันแทน ในขณะที่มันโคจรผ่านดาวฤกษ์หรือสิ่งแวดล้อมที่มีแสงสว่างมากกว่า
หลังจากค้นพบดวงแรก ก็มีการค้นพบดวงใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนปัจจุบันพบแล้วกว่า 400 ดวง
ขนาดของดาวเคราะห์ก็เช่นกัน ดวงแรกๆ ที่พบมักจะมีขนาดใหญ่มาก เพราะเห็นได้ง่ายกว่า ต่อมาก็มีการพบดวงที่เล็กลงมาเป็นลำดับ ในช่วงหลังบางดวงที่พบมีขนาดเพียง 56 เท่าของโลกเท่านั้น
สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์กับนักดาราศาสตร์กำลังแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายคือ ใครจะพบโลกใหม่ก่อนกัน ใครจะค้นพบสิ่งมีชีวิตในอวกาศที่ไม่ได้มาจากโลกมนุษย์ก่อนกัน
ตัวอย่างที่น่าสนใจ เช่น ดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง ชื่อ กีเซอร์ 436 บี วัดความถ่วงจำเพาะได้ 2.1 ทำให้สันนิษฐานว่าน่าจะมีส่วนประกอบเป็นน้ำด้วย เพราะถ้าเป็นก้อนหินโล้นๆ ความถ่วงจำเพาะจะประมาณ 5 แต่ถ้ามีน้ำอยู่ด้วยค่าเฉลี่ยจะลดลง เพราะน้ำมีความถ่วงจำเพาะเพียง 1
อีกดวงชื่อ จีเจ 1214 บี พื้นผิวปกคลุมด้วยน้ำทั้งหมด แต่เป็นน้ำเดือดที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส ซึ่งมนุษย์อย่างเราๆ คงอยู่ไม่ได้ แต่สิ่งมีชีวิตเล็กๆ เช่น ตะไคร่น้ำบางชนิดอาจอยู่ได้
สายตามนุษย์ยาวไกลยิ่งขึ้นทุกวัน และเห็นรายละเอียดมากขึ้น หอดูดาวใหม่ๆ ที่กำลังก่อสร้างจะเพิ่มความคมชัดขึ้นอีกเป็นทวีคูณ นอกจากนี้ในอนาคตจะมีสถานีอวกาศติดกล้องลอยฟ้าที่จะช่วยให้เราสามารถสำรวจจักรวาลโดยไม่ต้องมองผ่านชั้นบรรยากาศของโลก
ผมมีข้อสังเกตและข้อคิดจากการค้นพบน้ำบนดวงจันทร์ ดังนี้
หนึ่ง โลกของเราเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ร้อยปีก่อนกับวันนี้ต่างกันโดยสิ้นเชิง เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่สมดุลและไม่ยั่งยืน ธรรมชาติถูกทำลาย สิ่งปฏิกูลสะสมเพิ่มพูน ลองนึกดูก็ได้ว่าอีกพันปี หมื่นปี หรือแสนปี สภาพของโลกจะเป็นอย่างไร ทั้งๆ ที่เวลาแสนปีหรือล้านปีเป็นเสี้ยวเวลาที่สั้นนิดเดียวในชีวิตของดวงดาวบนท้องฟ้า
สอง มนุษย์มีความสามารถในเชิงสร้างสรรค์มาก แต่ความสามารถในการทำลายล้างก็พัฒนารวดเร็วไม่แพ้กัน ทั้งอาวุธนิวเคลียร์ เคมี ชีวภาพ และอื่นๆ ในอนาคตเป็นไปได้ที่แม้แต่ห้องทดลองในโรงเรียนหรือในบ้านก็อาจใช้ผลิตอาวุธร้ายแรงได้
สาม ชีวิตและสังขารของมนุษย์เป็นสิ่งเปราะบาง และมีแนวโน้มว่าจะวิวัฒนาการไม่ทันการเปลี่ยนแปลงทางวิทยาศาสตร์ มองในแง่มุมนี้ โอกาสที่มนุษยชาติจะทำร้ายตนเองจนสูญพันธุ์ก็มีอยู่ไม่น้อย หรือมิฉะนั้นในที่สุดเราก็จะถูกทำลายโดยภัยธรรมชาติขนาดใหญ่ที่นานๆ จะเกิดสักครั้งอยู่ดี เช่น อุกกาบาตชนโลก เป็นต้น
สี่ การค้นพบดาวเคราะห์กับน้ำในจักรวาลทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีสิ่งมีชีวิตอื่นนอกโลก รวมทั้งที่มีมันสมองไม่แพ้เราหรือยิ่งกว่าเรา เพียงแต่อาจอยู่ไกลเกินกว่าที่จะไปมาหาสู่กันได้ในชั่วชีวิตหนึ่งๆ
ข้อสุดท้าย การค้นพบน้ำในรูปแบบของน้ำแข็งในปริมาณมากบนดวงจันทร์ ทำให้มีความเป็นไปได้ว่า ในอีกไม่นานเราอาจจะสามารถไปสร้างอาณานิคมแบบยั่งยืนอยู่ที่นั่นได้
หลักการในเรื่องนี้เข้าใจได้ไม่ยาก กล่าวคือ มนุษย์ที่ไปอยู่บนดวงจันทร์จะสามารถใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ที่มีอยู่เหลือเฟือ ส่วนหนึ่งใช้สำหรับปรับอุณหภูมิ ส่วนหนึ่งเอาไปละลายน้ำแข็งเพื่อให้มีน้ำกินน้ำใช้ อีกส่วนหนึ่งเอาไปแยกน้ำเพื่อให้มีออกซิเจนสำหรับหายใจ เอาพันธุ์พืชบางชนิดจากโลกขึ้นไปปลูกเพื่อเป็นอาหาร และเพื่อรีไซเคิลคาร์บอนไดออกไซด์กับของเสียทางชีวภาพอื่นๆ หรือถ้าจะให้สุขสบายขึ้น จะเลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลา หรือแม้แต่สัตว์บกบางประเภทเป็นอาหารก็น่าจะทำได้
อาณานิคมบนดวงจันทร์อาจช่วยยืดอายุของมนุษยชาติให้สูญพันธุ์ช้าลง แต่เชื่อว่าในที่สุดมนุษย์ก็จะหาทางทำร้ายตนเองจนสูญพันธุ์จนได้
เหมือนกับที่อยู่ดีๆ คนไทยก็หาเรื่องฆ่าฟันกันเองจนประเทศชาติเสียหายยับเยินอย่างที่เห็นนั่นแหละครับ







