posttoday
เยียวยาแผ่นดินที่ร้าวรานกับบทเรียนจากแดนไกล

เยียวยาแผ่นดินที่ร้าวรานกับบทเรียนจากแดนไกล

15 เมษายน 2553

8...ทีมข่าวต่างประเทศ

สําหรับชาติบ้านเมืองที่แตกสลาย ไม่มีอะไรที่จะช่วยเยียวยาได้ดีไปกว่าความพยายามทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน และร่วมกันชำระทัศนะที่แตกต่าง ข้อเท็จจริงต่างมิติ และความรู้สึกบาดหมางใจให้เกิดความลงรอยกันมากที่สุด แม้จะไม่สามารถลงรอยได้อย่างแนบสนิทก็ตาม

หลายประเทศเคยพานพบการเผชิญหน้า การฆ่าฟัน และการแบ่งแยกที่รุนแรงยิ่งกว่าสถานการณ์ที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ แต่เมื่อม่านควันของความขัดแย้งเริ่มจางลง และเมื่อผู้คนเริ่มมีสติพิจารณาความเป็นไปที่ผ่านมาโดยปราศจากอคติอีกครั้ง กระบวนการเยียวยาประเทศจะเริ่มขึ้นราวกับมีกลไกที่ผลักดันให้เคลื่อนไหวโดยตัวมันเอง

แต่แท้จริงแล้วกลไกของการเยียวยาหาได้เกิดขึ้นและดำเนินไปด้วยตัวของมันเอง แต่เกิดจากแรงขับของผู้คนที่ปรารถนาจะสะสางความกังขาต่อยุคสมัยแห่งความขัดแย้ง ต้องการทราบ “ข้อเท็จจริง” และต้องการลบรอยร้าวให้หมดสิ้นไป

โปรดสังเกตว่ากระบวนการเยียวยาประเทศด้วยการแสวงหาและชำระความจริงร่วมกันมีเส้นแบ่งบางๆ กับกระบวนการชำระแค้นผู้ที่ตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ แม้ว่ากระบวนการชำระแค้นดังกล่าวจะถูกห่อหุ้มด้วยคำว่า “การแสวงหาความยุติธรรม” แต่กระบวนการนี้สุ่มเสี่ยงที่จะจุดชนวนความบาดหมางขึ้นมาอีกครั้ง

เพราะบางครั้งความยุติธรรมของผู้ชนะ คือความอยุติธรรมของผู้พ่ายแพ้ ด้วยเหตุนี้หลายประเทศจึงเลือกกระบวนการเสาะหาข้อเท็จจริงร่วมกันทั้งสองฝ่าย มากกว่าการชี้ถูกผิดโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ในกรณีนี้สเปนเป็นตัวอย่างที่ดีที่ไทยควรพิจารณา

เป็นเวลายาวนานถึง 70 ปีแล้ว หลังจากการสิ้นสุดของสงครามกลางเมืองในสเปนระหว่างกลุ่มนิยมสาธารณรัฐและกลุ่มชาตินิยม แต่จนถึงขณะนี้กระบวนการสมานฉันท์อย่างเป็นทางการของทั้งสองฝ่ายยังไม่เกิดขึ้น แม้ว่าผู้คนที่เคยผ่านสงครามกลางเมืองจะเริ่มล้มหายตายจากไปจนเกือบหมดแล้วก็ตาม

กระนั้น ยังมีชาวสเปนที่ไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์ต้องปิดฉากลงพร้อมกับความบาดหมางที่ยังค้างคา จึงมีการรวมตัวของกลุ่มคนเป็นสมาคมที่ชื่อว่า Asociacion para la Recuperacion de la Memoria Historica หรือ ARMH

ความหมายในชื่อของ ARMH ชัดเจนในตัวเองอยู่แล้ว นั่นคือ “สมาคมเพื่อการฟื้นคืนความทรงจำของประวัติศาสตร์” และที่ต้องฟื้นคืนเพราะบางหน้าของประวัติศาสตร์ถูกเขียนโดยผู้ชนะ นั่นคือฝ่ายชาตินิยม ขณะที่ฝ่ายสาธารณรัฐไม่เพียงถูกกวาดล้างอย่างเหี้ยมโหด แต่ถูกทำให้ลืมเลือนจากความทรงจำ

ความขัดแย้งนี้ฝังรากลึกเสียจนกระทั่งผลการสำรวจเมื่อปี 2549 พบว่า 50% ของชาวสเปนไม่พูดคุยเรื่องนี้ที่บ้าน ส่วนอีก 35% ระบุว่า โรงเรียนไม่เคยสอนเรื่องการเผชิญหน้าของสองฝ่าย

เจ้าหน้าที่ของ ARMH ส่วนใหญ่เป็นนักมานุษยวิทยา นักนิติเวช และนักวิทยาศาสตร์ ที่ร่วมกันพิสูจน์ร่างผู้เสียชีวิตจากการกวาดล้างของฝ่ายชาตินิยม เก็บรวบรวมปากคำของผู้อยู่ในเหตุการณ์เพื่อเสนอต่อสาธารณะ หรือหน่วยงานภาครัฐ หรือรัฐสภา กระทั่งมีการผ่านกฎหมายรองรับในที่สุด

แน่นอนว่าการพิสูจน์ความจริงเพื่อสมานฉันท์กับอดีตย่อมเผชิญกับแรงต้านอย่างหนักหน่วงในประเทศที่บรรยากาศแห่งความสมานฉันท์ยังไม่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

ฝ่ายตรงข้ามโจมตีว่า กระบวนการนี้เท่ากับเปิดบาดแผลที่เริ่มสมานให้เจ็บลึกอีกครั้ง ขณะที่ฝ่ายเดียวกันติงว่า กฎหมายฉบับนี้ยังไม่สมานฉันท์เพียงพอ เพราะจำต้องเชิญทุกฝ่ายมาร่วมแสดงความเห็นชอบอย่างพร้อมเพรียง ทั้งยังต้องเผชิญกับคำครหาประเภทขุดกระดูกขึ้นมาประจานอดีตหรือไม่? และเป็นการชำระแค้นด้วยกระบวนการยุติธรรมหรือไม่?

แต่คำถามเหล่านี้ไม่สำคัญเท่ากับการที่ความจริงได้ถูกหยิบยกขึ้นมาปัดฝุ่นและพิสูจน์ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ทุกฝ่ายให้การยอมรับ

แม้คนรุ่นก่อนจะรบราจนพบกับความสูญเสียแสนชีวิต ทว่านับแต่นี้ชาวสเปนรุ่นใหม่จะสามารถมองหน้ากันติด และร่วมกันนำพาประเทศไปสู่ยุคใหม่ได้อย่างไม่รู้สึกขัดแย้งกับเบื้องหลังของบรรพชน

ไม่เฉพาะสเปนเท่านั้นที่พยายามฟื้นฟูสภาพจิตใจของประชาชนทุกฝ่ายด้วยกระบวนการประสานรอยร้าว

แอฟริกาใต้มีกรณีที่แตกต่างออกไป ก่อนที่อดีตประธานาธิบดี เอฟ. ดับเบิลยู. เดอ เคลิร์ก แห่งแอฟริกาใต้ จะประกาศยุติการกีดกันพรรคการเมืองของคนผิวสี แอฟริกาใต้คือประเทศที่ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนอย่างแท้จริง ส่วนบนคือพื้นที่สำหรับคนผิวขาว และส่วนล่างสำหรับคนผิวสี การแบ่งแยกนี้จนกระทั่งบัดนี้ยังคงฝังลึกอย่างยากที่จะเยียวยาภายในชั่วคนหนึ่งๆ

อย่างไรก็ตาม ในมิติทางการเมือง ความสำเร็จของแอฟริกาใต้น่าจะเป็นตัวอย่างให้กับไทยได้อย่างไม่ขัดเขิน เพราะหลังจากที่อดีตประธานาธิบดี เอฟ.ดับเบิลยู. เดอ เคลิร์ก เปิดทางให้พรรคการเมืองของ เนลสัน แมนเดลลา เข้ามาเคลื่อนไหวร่วมกับชนผิวขาว

ภายในระยะเวลา 1 ปี มีกระบวนการเจรจากับฝ่ายการเมืองของชนสองผิวสีหลายครั้ง และได้ผลสรุปที่ดีที่สุดนั่นคือการเลือกตั้งทั่วไปที่ทุกเชื้อชาติมีสิทธิเท่าเทียมกัน และผลลัพธ์ที่ออกมาก็คือ ประธานาธิบดีผิวสีคนแรกของแอฟริกาใต้ คือ เนลสัน แมนเดลลา และหลังจากนั้นแม้จะมีความรู้สึกแบ่งแยกฝังลึก แต่คนสอง “ผิว” สี สามารถอยู่ร่วมกันโดยไม่มีหลักการแห่งการแบ่งแยก (Apartheid) มาค้ำคออีกต่อไป

ความสำเร็จของกระบวนการสมานฉันท์ในแอฟริกาใต้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย หากฝ่ายผิวสีและฝ่ายผิวขาวไม่ตกลงที่จะ “นิรโทษกรรม” ให้กับกลุ่มคนชั้นนำที่เคยละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงต่อชนผิวสี

แต่ขณะเดียวกันก็มีการพิสูจน์ความจริงอันโหดร้ายของการแบ่งแยกประเทศออกเป็นสองผิวสี ด้วยการจัดตั้ง Truth and Reconciliation Commission หรือคณะกรรมาธิการข้อเท็จจริงและสมานฉันท์ขึ้น เพื่อไม่ให้การสมานฉันท์เพื่อนำประเทศสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง กลายเป็นการลืมเลือนอดีตที่เคยทำให้ประเทศต้องแตกแยก

อาร์เจนตินาและชิลีมีบทเรียนที่ไม่ต่างจากแอฟริกาใต้มากนัก นั่นคือการเผชิญกับความลักลั่นของการก้าวสู่สังคมประชาธิปไตยที่มีความปรองดอง โดยที่ยังมีความเจ็บปวดของความแตกแยกในอดีตคอยติดตามหลอกหลอน

แต่สิ่งหนึ่งที่คล้ายกันอีกประการก็คือ การยอมรับข้อเท็จจริงอันเจ็บปวดจำเป็นต้องใช้เวลา และแสวงหาทางเลือกระหว่างการตอบแทนอย่างสาสม การประนีประนอม หรือการลืมเลือน

มีคำในภาษาอังกฤษ 2 คำ ที่เกี่ยวพันกับกระบวนการสมานฉันท์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือคำว่า Amnesty และ Amnesia ที่แปลว่า นิรโทษกรรม และการหลงลืม แท้จริงแล้วทั้ง 2 คำ มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกคำเดียวกันที่หมายถึงการ “ถูกทำให้ลืม”

แต่ลืมอะไร? คำถามนี้เป็นคำถามสำคัญอย่างยิ่ง ทว่าตอบได้ยากยิ่ง แต่ทุกประเทศที่เผชิญกับความบาดหมาง ดำรงอยู่บนแผ่นดินที่เต็มไปด้วยรอยร้าว ย่อมพยายามแสวงหาคำตอบของตนเองอย่างคร่ำเคร่ง จนกว่าจะพบสิ่งที่ช่วยประสานทุกฝ่ายให้ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น

แต่หลักการหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธก็คือ ในวันที่สถานการณ์ทุกอย่างคลี่คลายไปตามที่ทางของมัน เราควรลืมความโกรธแค้นระหว่างกัน แต่จะจดจำความผิดพลาดเมื่อครั้งอดีตไว้เป็นบทเรียน

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ