
ทองคำขาลง
ในช่วงสงกรานต์ ในขณะที่คนส่วนใหญ่สนุกสนานกับการเล่นน้ำ นักสะสมทองกลับรู้สึกเหมือนอาบเลือด เพราะราคาทองร่วงลงในวันเดียวกว่า 2,000 บาทต่อบาททองคำ หรือเกือบ 200 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์
ในช่วงสงกรานต์ ในขณะที่คนส่วนใหญ่สนุกสนานกับการเล่นน้ำ นักสะสมทองกลับรู้สึกเหมือนอาบเลือด เพราะราคาทองร่วงลงในวันเดียวกว่า 2,000 บาทต่อบาททองคำ หรือเกือบ 200 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์
หลังจากนั้นถึงราคาจะฟื้นขึ้นมาบ้าง และมีภาพข่าวรายย่อยแห่ไปเข้าคิวซื้อทองแน่นเยาวราช รวมทั้งข่าวรายย่อยตื่นทองในจีนกับอินเดีย แต่เสียงพูดเรื่องทองขาลงก็ดังยิ่งขึ้นเป็นลำดับ
ก่อนอื่นผมขอเล่าย้อนหลังไปถึงช่วงเปิดศตวรรษใหม่ในปี ค.ศ. 2001 ราคาทองคำในตลาดโลกช่วงนั้นอยู่ที่ระดับประมาณ 300 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เปรียบกับสมัยนี้ต้องถือว่าค่อนข้างนิ่ง คือ สูงหรือต่ำกว่า 300 เหรียญสหรัฐไม่มากนัก ต่อเนื่องกันนานนับสิบปี
แต่หลังจากนั้นราคาทองคำก็ปรับตัวสูงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งเป็นเวลาประมาณถึง 10 ปี จนถึงจุดสูงสุดในปี ค.ศ. 2011 ที่ระดับกว่า 1,800 เหรียญสหรัฐ หรือสูงขึ้นจากเดิมกว่า 6 เท่าตัว
จากจุดสูงสุดมาถึงวันนี้เกือบ 2 ปีแล้ว ผู้เชี่ยวชาญหลายคนยืนยันว่าตลาดขาลงได้เริ่มต้นมาแล้วตั้งแต่บัดนั้น เพียงแต่คนส่วนใหญ่อาจจะไม่ได้สังเกต รวมทั้งถูกกลุ่มเจ้าของเหมืองและกลุ่มผู้ค้าทองพยายามปลูกฝังความรู้สึกว่าราคาทองจะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
เหตุผลที่นิยมยกกันขึ้นมา คือ ธนาคารกลางประเทศต่างๆ แข่งกันพิมพ์เงินออกมาโดยไม่มีพื้นฐานรองรับ ซึ่งจะทำให้เงินกระดาษยิ่งนับวันยิ่งไร้ค่า และทำให้ทองคำกลายเป็นสกุลเงินที่มั่นคง และเป็นที่พึ่งที่ปลอดภัยที่สุดของผู้ออม
มีการชี้ให้เห็นเพิ่มเติมว่า แม้แต่ธนาคารกลางของอีกหลายประเทศที่ไม่ได้พิมพ์เงิน รวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้หันมาซื้อทองคำเพื่อใช้เป็นทุนสำรองแทนเงินเหรียญสหรัฐในสัดส่วนที่สูงขึ้น โดยกลุ่มนี้ซื้อสุทธิปีละหลายร้อยตัน
ตัวผมเองได้ติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดทองคำอยู่ห่างๆ และเมื่อเห็นราคาลดลงแล้วบาทละหลายพัน ก็เริ่มรู้สึกเป็นห่วงกลุ่มผู้ลงทุนรายย่อย เพราะหลายคนในนี้ไม่ใช่นักเก็งกำไร หันไปหาทองก็เพียงเพื่อความมั่นคงของอนาคต
ผมอยากให้ข้อสังเกตและข้อคิด สำหรับคนที่หลงใหลในมนต์เสน่ห์ของทองคำ ดังนี้
หนึ่ง มีความเชื่อมาแต่เดิมว่าทองคำเป็นสกุลเงินที่แข็งแกร่ง ไม่เสื่อมค่าตามกาลเวลา และไม่ถูกกัดกร่อนด้วยปัญหาเงินเฟ้อ
ผมเคยดูรายการทีวีที่ประธานเฟด เบน เบอร์แนนคี ตอบข้อซักถามของนักการเมืองในสภา เบอร์แนนคี ถูกไล่บี้ให้ตอบว่าทองคำเป็นเงินสกุลหนึ่งใช่หรือไม่ ซึ่งเขาก็ยืนยันว่าไม่ใช่ และกล่าวต่อไปว่า ทองคำเป็นเพียงสินค้าชนิดหนึ่งเท่านั้น
เบอร์แนนคี อธิบายต่อไปว่า การอัดฉีดเชิงปริมาณ หรือที่เรียกกันว่าการพิมพ์เงิน จะไม่ทำให้เงินไร้ค่า หรืออีกนัยหนึ่งจะไม่ทำให้เงินเฟ้อสูงเกินสมควร ปัญหาที่ผ่านมาเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม คือ ภาวะอุปทานสูงกว่าอุปสงค์ ระดับราคาลดลง การจ้างงานลดลง เศรษฐกิจเปราะบาง และเสี่ยงต่อการถดถอย เฟดจะลดและเลิกอัดฉีดเมื่อเศรษฐกิจฟื้นและอัตราว่างงานลดลง
สอง หากเราทำใจยอมรับว่าทองคำเป็นสินค้าอย่างหนึ่ง เราอาจพยายามมองหาสินค้าอื่นที่มีพฤติกรรมด้านราคาคล้ายหรือใกล้เคียงกับทองคำ
ผมสังเกตเห็นสินค้าชนิดหนึ่งที่ราคามักจะเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับทองคำ นั่นก็คือน้ำมัน
ในช่วง 10 ปีแรกของศตวรรษที่ราคาทองสูงขึ้นประมาณ 6 เท่า ราคาน้ำมันก็สูงขึ้นประมาณ 6 เท่าเช่นกัน คือ จากบาร์เรลละประมาณ 20 เหรียญสหรัฐ เป็นบาร์เรลละกว่า 120 เหรียญสหรัฐ และในช่วงหลังที่ราคาทองอ่อนลง ราคาน้ำมันก็อ่อนลงเช่นกัน
ในความเป็นจริงราคาน้ำมันอาจเป็นดัชนีชี้นำราคาทองคำด้วยซ้ำไป
ที่เป็นเช่นนี้ เพราะน้ำมันหรือพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญของกระบวนการผลิตและการขนส่ง ราคาน้ำมันจึงเป็นตัวแปรที่สำคัญของราคาสินค้า หรือของเงินเฟ้อนั่นเอง
เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ตลาดก็คาดว่าเงินเฟ้อจะสูงขึ้น ทำให้เกิดแรงซื้อในตลาดทองคำตามมา
ราคาที่สูงขึ้น 10 ปี ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน จึงอาจจะไม่ได้เกิดจากความบังเอิญเท่านั้น
สาม มองไปข้างหน้า ราคาน้ำมันมีแนวโน้มที่จะต่ำลงมากกว่าสูงขึ้น มีผู้รู้บางคนที่ทำนายว่า อีกไม่นานเราจะได้เห็นราคาน้ำมันต่ำกว่าบาร์เรลละ 80 เหรียญสหรัฐ
เหตุผลมีอยู่ด้วยกันหลายประการ เช่น การที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้นกว่าเดิมมาก ทำให้มีการสำรวจและพบแหล่งใหม่ๆ มากขึ้น มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทำให้สามารถผลิตน้ำมันจากบ่อเดิมได้มากขึ้น มีการผลิตน้ำมันจากทรายน้ำมันและจากหินน้ำมันในปริมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในทวีปอเมริกาเหนือ มีการผลิตก๊าซธรรมชาติจากหินน้ำมันในปริมาณมากในสหรัฐอเมริกา ตลอดจนมีการติดตั้งและผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานลมและพลังงานแสงแดดทั่วโลกในปริมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน
ความกังวลแต่เดิมว่าโลกจะประสบปัญหาขาดแคลนพลังงาน เกือบจะเรียกได้ว่ากลายเป็นเรื่องล้าสมัยไปเสียแล้ว
ด้วยเหตุนี้ ปัญหาเงินเฟ้อและความกลัวว่าเงินกระดาษจะไร้ค่า จึงยังดูเสมือนเป็นเรื่องไกลตัว
หากแรงซื้อทองคำในอนาคตยังมาจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ และราคาทองคำยังเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับราคาน้ำมัน แนวโน้มของราคาทองคำก็คงไม่สดใสมากนัก
ตลอดปีกว่าที่ผ่านมา ในขณะที่รายย่อยยังสะสมทองคำในปริมาณที่สูงขึ้น นักลงทุนรายใหญ่ประเภทสถาบันกลับลดปริมาณการซื้อลง
ธนาคารใหญ่ๆ ในต่างประเทศได้ทยอยปรับลดประมาณการราคาทองคำลงมาเป็นลำดับ บางแห่งเริ่มทำนายว่าราคาจะลงถึงระดับ 1,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ หรือที่ทำนายต่ำกว่าก็มี
เป็นห่วงแทนคนที่ฝากอนาคตไว้กับโลหะที่ไม่ใคร่มีประโยชน์ใช้สอย แต่มีคุณค่าอยู่ได้เพราะการสมมติ







