
ปริศนาบึ้มหน้ารามฯป่วนการเมือง?
เหตุระเบิดกลางกรุงบริเวณหน้าซอยรามคำแหง 43/1 เมื่อค่ำวันที่ 26 พ.ค.ที่ผ่านมา แรงระเบิดทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 7 คน
โดย...ปริญญา ชูเลขา
เหตุระเบิดกลางกรุงบริเวณหน้าซอยรามคำแหง 43/1 เมื่อค่ำวันที่ 26 พ.ค.ที่ผ่านมา แรงระเบิดทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 7 คน ไม่ทันข้ามคืนเจ้าหน้าที่ตำรวจระดมกำลังสั่งการคุมเข้มพื้นที่อ่อนไหวทางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคง 10 จุดเสี่ยง ประกอบด้วย
1.ทำเนียบรัฐบาล (เขตดุสิต) 2.รัฐสภา (เขตดุสิต) 3.ศาลรัฐธรรมนูญ (เขตหลักสี่) 4.บ้านเอกอัครราชทูต และบ้านประธานองคมนตรี 5.บ้านนายกรัฐมนตรี (เขตลาดพร้าว) 6.อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ (เขตราชเทวี) 7.บริเวณโดยรอบแยกราชประสงค์ 8.ศูนย์การค้าสำคัญๆ 9.ทำเนียบองคมนตรี และบริเวณกระทรวงกลาโหม (เขตพระนคร) 10.สถานทูตประเทศต่างๆ
มีการเตรียมความพร้อมและเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงรอบกรุงเทพมหานครตลอด 24 ชั่วโมงทันที
แม้จะยังไม่สามารถระบุกลุ่มและสาเหตุได้ แต่หน่วยงานความมั่นคงก็วิเคราะห์ความเป็นไปได้ของการก่อเหตุไว้ 4 แนวทาง คือ 1.การก่อการร้ายสากล 2.ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 3.ความขัดแย้งส่วนตัว และ 4.สร้างสถานการณ์ป่วนเมือง
ประเด็นแรก การก่อการร้ายสากล ตัดประเด็นนี้ทิ้งไปได้ เพราะย่านหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง ไม่มีนัยหรือเชิงสัญลักษณ์ที่เป็นเหตุจูงใจให้กลุ่มก่อการร้ายสากลเข้ามาปฏิบัติการ เพราะย่านมหาวิทยาลัยรามคำแหงที่พลุกพล่านไปด้วยนิสิตนักศึกษาและแผงขายของริมฟุตปาท ไม่มีเป้าหมายเป็นพลเมืองหรือผลประโยชน์ของชาติมหาอำนาจคู่ขัดแย้งแต่อย่างใด
ประเด็นที่ 2 มีความเชื่อมโยงกับความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประเด็นนี้ตัดทิ้งไปได้เช่นกัน ด้วยเหตุผล คือ การพูดคุยสันติภาพระหว่างรัฐบาลกับขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี หรือบีอาร์เอ็น ในรอบต่อไปวันที่ 13 มิ.ย.นี้ รัฐบาลถูกบีอาร์เอ็นฉกชิงความได้เปรียบมาตลอด และตั้งแต่เริ่มกระบวนการพูดคุยกันมากว่า 3 เดือน ความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ก็ไม่ได้ลดลง
ยิ่งภายในพื้นที่ 3 จังหวัด ฝ่ายผู้ก่อการเป็นต่อเสียด้วยซ้ำ สามารถปฏิบัติการได้ทุกเมื่อ ยิ่งก่อเหตุในพื้นที่หรือยิ่งทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงได้มากขึ้นเท่าไร ยิ่งเป็นต่อในการเจรจากับภาครัฐด้วยซ้ำ จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเบี่ยงเป้าหมายพื้นที่การปฏิบัติการมาที่กรุงเทพมหานคร
ที่สำคัญหน่วยงานความมั่นคงวิเคราะห์ว่า ย่านรามคำแหง เป็นแหล่งชุมชนคนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาอาศัยอยู่จำนวนมาก ยิ่งเกิดเหตุเช่นนี้ย่อมทำให้หน้ารามฯ เป็นจุดสนใจของฝ่ายความมั่นคง ย่อมไม่เป็นผลดีต่อคนเหล่านี้ ณ วันนี้ตั้งแต่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจกดดันตรวจค้น ลาดตระเวนตั้งด่านอย่างหนัก ทำให้พวกหลบหนีคดีความมั่นคงอยู่ไม่เป็นสุข
ส่วนความเป็นไปได้อีก 2 ประเด็น ก็เป็นไปตามที่ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ให้น้ำหนักวางเป็นแนวทางสืบสวนคือ ความขัดแย้งส่วนตัวหรือทางธุรกิจ และการสร้างสถานการณ์ป่วนเมือง
แม้ย่านมหาวิทยาลัยรามคำแหง จะมากไปด้วยผลประโยชน์ แต่ความขัดแย้งเคียดแค้นกันถึงขั้นใช้ “ระเบิดแสวงเครื่อง” ใส่ตะปูเป็นสะเก็ดระเบิดปองร้ายกันย่อมต้องมีคู่ขัดแย้งที่มีตัวตนชัดเจน ตำรวจท้องที่ สน.วังทองหลาง ย่อมมีข้อมูลเหล่านี้ในมือดี ว่าใครเป็นขาใหญ่ในพื้นที่ ไม่เกิน 1 สัปดาห์น่าจะลากตัวมือระเบิดและผู้บงการมารับโทษได้
แต่หากเจ้าหน้าที่ตำรวจยังคลำไม่เจอ นั่นหมายความว่าปมขัดแย้งทางธุรกิจไม่ใช่เหตุจูงใจในการก่อเหตุ
ดังนั้นประเด็นสุดท้ายจึงมีความน่าสนใจมากที่สุด นั่นคือ ระเบิดป่วนเมืองเพื่อสร้างสถานการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่อาจเชื่อมโยงกับสถานการณ์ทางการเมือง
เหตุการณ์ในลักษณะนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 2554 คนร้ายลอบวางระเบิดที่เกาะกลางถนนราชดำเนิน ด้านหน้าสำนักงานสลากกินแบ่ง ระเบิดบรรจุไว้ในกระเป๋าสีดำขนาดยาว 12 นิ้ว และสูง 10 นิ้ว ด้านในต่อวงจรระเบิดไว้ แต่ไม่สมบูรณ์จึงไม่ระเบิด หากโชคร้ายระเบิดมีรัศมีทำลายล้างประมาณ 10 เมตร
วันถัดมา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า “ถ้าเป็นฝ่ายเดียวกัน คงไม่ทำอะไรเลวระยำอย่างนี้หรอก แผนประทุษกรรมอย่างนี้มันง่าย เป็นพวกที่ช้ำชอก ผิดหวัง ผมบอกว่าตำรวจต้องถือเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก เรื่องอย่างนี้ถือว่าท้าทายรัฐบาลและประชาชน เพราะอยู่ในช่วงวันสำคัญ ถนนสายนี้เป็นสายสำคัญ คิดชั่วคิดเลวอย่างนี้ไม่ได้”
หรือย้อนหลังไปก่อนหน้านั้นในช่วงเดือน ต.ค. 2553 สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เกิดเหตุระเบิดที่อาคารสมานเมตตาแมนชั่น อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี มีผู้เสียชีวิต 3 คน ถือเป็นระเบิดที่รุนแรงที่สุด แต่เจ้าของห้องที่เกิดเหตุเป็นกลุ่มคนเสื้อแดง ทำให้ตำรวจปิดคดีไปโดยเร็ว
เป็นที่น่าสังเกตในช่วงเวลาที่เกิดเหตุระเบิด มักจะอยู่ในห้วงการเมืองร้อนแรงเสมอ เช่นเดียวกับสถานการณ์การเมืองในตอนนี้ที่รัฐบาลมีประเด็นร้อนๆ อยู่หลายเรื่อง ทั้งแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือ พ.ร.บ.ปรองดองฯ เป็นต้น
แน่นอนว่า ทุกฝ่ายกำลังจับตาการคลี่คลายคดีระเบิดครั้งนี้ว่าจะได้ผลออกมาอย่างไร เป็นความขัดแย้งส่วนตัวในประเด็นผลประโยชน์ธุรกิจหน้ารามหรือไม่ หากครบ 7 วันตามที่ผู้บัญชาการนครบาลลั่นวาจาไว้ แล้วยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด
ข้อสงสัยประเด็นก่อเหตุ ก็คงเหลือเพียงการสร้างสถานการณ์ป่วนเมือง ซึ่งแน่นอนว่า คงเหมือนกับเหตุที่เกิดขึ้นอีกหลายๆ ครั้ง ที่ยากจะจับกุมผู้ก่อเหตุได้
และคงทำให้สถานการณ์การเมืองคุกรุ่นยิ่งขึ้น







