posttoday
เอามั้ยสร้างโรงไฟฟ้าใน กทม.

เอามั้ยสร้างโรงไฟฟ้าใน กทม.

29 พฤษภาคม 2556

จากการสอบถามของสื่อมวลชนกรณี ดิเรก ลาวัณย์ศิริ ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) หรือเรกูเลเตอร์ อยากให้ทำประชามติเพื่อขอความเห็นจากประชาชนทั้งประเทศในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้น

จากการสอบถามของสื่อมวลชนกรณี ดิเรก ลาวัณย์ศิริ ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) หรือเรกูเลเตอร์ อยากให้ทำประชามติเพื่อขอความเห็นจากประชาชนทั้งประเทศในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้น

การก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินให้มีประสิทธิภาพสูง หลักการคือ ควรสร้างใกล้ศูนย์กลางพื้นที่ที่มีการใช้ไฟฟ้าสูง กรณีไฟฟ้าดับภาคใต้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บอกชัดเจนว่า สายส่งของ กฟผ.มีความอ่อนไหวสูงต่อกรณีฟ้าผ่า ยิ่งถ้าสร้างโรงไฟฟ้าไกลพื้นที่ใช้ไฟฟ้าสูง สายส่งยาวจะยิ่งมีความเสี่ยงสูงต่อไฟฟ้าดับ

ไฟฟ้าสำรองของประเทศปัจจุบันก็กว่า 5,000 เมกะวัตต์ ภาคใต้มีความต้องการด้านการใช้ไฟฟ้าที่ไม่สามารถพึ่งตนเองได้ แค่ 200 เมกะวัตต์ ส่วนต่างไม่มาก ไม่ได้เป็นภาระต่อระบบ ปีหน้าโรงไฟฟ้าจะนะผลิตไฟฟ้าเพิ่มได้อีก 800 เมกะวัตต์ จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่ในการจัดการ

ถึงกระนั้น รัฐยังควรสนับสนุนให้มีโครงการการจัดการลดความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคลงได้อีก สั่งการให้ กฟผ.เปิดสายส่งรับซื้อโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนให้เต็มศักยภาพและภาคใต้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศด้านการท่องเที่ยว เกษตร ประมง จึงมีความอ่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมสูง ไม่ควรสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน

หากจะทำประชามติ หัวข้อที่เหมาะสมที่สุดคือ คนทั้งประเทศเห็นด้วยหรือไม่ที่จะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาดที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ก่อน อย่างน้อย 4,000 เมกะวัตต์ หรือ 5 โรง และถ้าสามารถพิสูจน์ว่าการบริหารแบบไทยๆ เอาอยู่ในการคุมมลพิษ ก็ให้สร้างเพิ่มได้อีก และพื้นที่อื่นๆ ก็น่าจะสบายใจขึ้น

เพราะข้อเท็จจริง กทม.ใช้ไฟฟ้าสูงถึง 8,000 เมกะวัตต์ คิดเป็น 30% ของการใช้ไฟฟ้าโดยรวมของประเทศ และมีความต้องการใช้เพิ่มมากขึ้นทุกปี อนาคตมีโครงการรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีกมากมาย แต่มีโรงไฟฟ้าเป็นของตนเองเพียง 2 โรง คือ พระนครเหนือ พระนครใต้กำลังการผลิตรวมแค่ 2,850 เมกะวัตต์ รับก๊าซจากพม่า หากพม่าปิดซ่อมท่อก๊าซในฤดูร้อนไม่มีเหลือไฟฟ้าเลย จะหวังพึ่งไฟฟ้าจากสายส่งของ กฟผ.เพียงอย่างเดียวถือว่าเสี่ยงสูงเกินไป เพราะฟ้าผ่าเป็นเรื่องธรรมชาติ เราคงห้ามไม่ได้

เป็นข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า กทม.คือแหล่งเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เป็นหน้าตาของประเทศ เราจะปล่อยให้เสี่ยงไฟฟ้าดับอยู่อย่างนี้ได้อย่างไรกัน เหมาะสมที่จะพิจารณาให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาดก่อนเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้า กระจายความเสี่ยงของเชื้อเพลิง และเป็นธรรม คือผู้ใช้ไฟฟ้าเยอะต้องรับความเสี่ยงจากมลพิษเยอะตามไปด้วย

หากผลการทำประชามติออกมาว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศเห็นด้วยให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาดใน กทม. ก็ต้องยอมรับ แบบนี้คงไม่เป็นปัญหา รับได้

อยากเสนอให้เรกูเลเตอร์ ทำประชามติแถมไปด้วยว่าคนไทยทั้งประเทศเห็นด้วยหรือไม่ ที่จะให้ลดเงินเดือนของเรกูเลเตอร์ จาก 3.5 แสนบาท เหลือ 5 หมื่นบาทพอ เพราะเห็นว่ามีผลงานไม่คุ้มเงินเดือน เช่น ไม่กล้าเปิดรับซื้อไฟฟ้าช่วงพีก ไม่กล้าเช็กบิลค่าเสียหายจากบริษัท ปตท. เป็นหลักหลายพันล้าน กรณีไม่ส่งก๊าซให้โรงไฟฟ้าของ กฟผ.ตามสัญญาอย่างซ้ำๆ ซากๆ แต่ไปอนุมัติขึ้นค่าเอฟทีแทน

หรือแม้แต่กรณีไฟฟ้าดับทั้งภาคใต้ เรกูเลเตอร์ก็มีส่วนต้องรับผิดชอบตามที่ กฟผ.บอก คือไม่ปรับระบบให้ไฟฟ้าดับในวงแคบ เป็นต้น

แต่เพื่อเห็นแก่ผลประโยชน์ของประเทศชาติและแสดงความรับผิดชอบจริง เรกูเลเตอร์น่าจะขอลดเงินเดือนตัวเองได้เลย โดยไม่ต้องรอทำประชามติ แบบนี้ก็รับได้

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก