
พีฟอร์พี ยาดี (?) ที่ใช้ผิด (3)
ในเอกสารเรื่องพีฟอร์พีของกระทรวงสาธารณสุขที่ส่งให้หน่วยงานต่างๆ เมื่อเร็วๆ นี้ รวมทั้งคู่มือเรื่องนี้ได้กล่าวถึง “หลักการจ่ายค่าตอบแทนที่เหมาะสมสำหรับบุคลากรสาธารณสุข” สรุปว่า ค่าตอบแทนประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ 1) เงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง ซึ่งจ่ายตามประสบการณ์การทำงานและความเชี่ยวชาญของกำลังคน 2) ค่าตอบแทนตามพื้นที่พิเศษ และวิชาชีพขาดแคลนและจำเป็น จ่ายเพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้มีกำลังคนในพื้นที่พิเศษและอยู่ในระบบราชการ และ 3) พีฟอร์พี จ่ายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ คุณภาพ ขวัญและกำลังใจ
ในเอกสารเรื่องพีฟอร์พีของกระทรวงสาธารณสุขที่ส่งให้หน่วยงานต่างๆ เมื่อเร็วๆ นี้ รวมทั้งคู่มือเรื่องนี้ได้กล่าวถึง “หลักการจ่ายค่าตอบแทนที่เหมาะสมสำหรับบุคลากรสาธารณสุข” สรุปว่า ค่าตอบแทนประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ 1) เงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง ซึ่งจ่ายตามประสบการณ์การทำงานและความเชี่ยวชาญของกำลังคน 2) ค่าตอบแทนตามพื้นที่พิเศษ และวิชาชีพขาดแคลนและจำเป็น จ่ายเพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้มีกำลังคนในพื้นที่พิเศษและอยู่ในระบบราชการ และ 3) พีฟอร์พี จ่ายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ คุณภาพ ขวัญและกำลังใจ
เอกสารทั้งสองฉบับแยกค่าตอบแทน 3 ส่วนนี้ออกจากกันอย่างชัดเจน โดยเขียนเป็นรูปสามเหลี่ยม เงินเดือนอยู่ตรงฐาน ค่าตอบแทนพื้นที่พิเศษและวิชาชีพขาดแคลนและจำเป็นอยู่ตรงกลาง และพีฟอร์พีอยู่ข้างบน เป็นภาพที่ชัดเจนว่าการจ่ายพีฟอร์พีเป็นการจ่ายเพิ่มเติม (On Top) มิใช่เข้าไปแทนส่วนที่สองหรือ “ปะปน” กับส่วนที่สอง
แต่การประกาศใช้พีฟอร์พีของกระทรวงสาธารณสุขกลับนำไปปะปนกับส่วนที่สอง ซึ่งกลุ่มที่จะถูกกระทบมากที่สุด คือ กลุ่มโรงพยาบาลชุมชนที่ใช้ระบบจูงใจโดย “เบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย” เป็นกลไกสำคัญในส่วนนี้
น่าเชื่อว่าการประกาศใช้พีฟอร์พีในลักษณะ “บังคับ” ครั้งนี้ เกิดจาก “อคติ” กับอัตราค่าเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายที่เกิดจากการผลักดันของชมรมแพทย์ชนบทเมื่อปี พ.ศ. 2551 ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ปรับอัตราเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก จนทำให้เกิดความไม่พอใจจากบางกลุ่มในโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์โจมตีมาเป็นระยะ ซึ่งบางกรณีเป็นลักษณะ “ใส่ไข่” กล่าวหาโรงพยาบาลชุมชนแบบ “เหมารวม” ทั้งๆ ที่แพทย์ที่จะได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายในอัตราสูงจริงๆ มีเพียงจำนวนน้อย ซึ่งอัตราดังกล่าวก็ยังต่ำมากเมื่อเทียบกับแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนจำนวนมาก
อันที่จริงวัตถุประสงค์สำคัญของการผลักดันเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายเมื่อปี พ.ศ. 2551 ก็เพื่อเพิ่มจำนวนแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชน ซึ่งขาดแคลนมาตลอด อัตราเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายเดิมยังไม่จูงใจพอ จึงจำเป็นต้องใช้ “ยาแรง” เพื่อให้เกิดผล ซึ่งก็ได้ผลจริงๆ เพราะหลังจากใช้ “ยาแรง” ขนานนี้ ก็ทำให้จำนวนแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชนเพิ่มขึ้นจาก 2,767 คน ในเดือน ม.ค. 2551 เป็น 4,056 คน ในเดือน ม.ค. 2555
อาจารย์ที่คณะสาธารณสุขศาสตร์ท่านหนึ่งเคยเล่าว่า เรียนจบแพทย์ที่ญี่ปุ่น จบแล้วสมัครใจไปทำงานในเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่ง มีประชากรราว 500 คนเท่านั้น เครื่องไม้เครื่องมือและหยูกยามีจำกัด ถ้าคนไข้หนักต้องเรียกเฮลิคอปเตอร์ไปรับ งานก็ไม่ลำบาก แต่ต้อง “เสียโอกาส” ต่างๆ ไปมาก โดยเฉพาะเรื่องการติดตามพัฒนาความรู้ความสามารถในวิชาชีพ “แต่เขาให้ค่าตอบแทนดี เงินเดือน 4 เท่าของแพทย์ในโตเกียว ที่ใช้เงินก็ไม่ใคร่มี ทำงานปีเดียว มีทุนไปเรียนจนจบปริญญาเอกได้เลย”
ระบบจูงใจบุคลากรสาขาขาดแคลนให้อยู่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง และจำเป็นต้องเป็นมาตรการที่ “แรง” พอจึงจะสามารถต้านกระแสแรงดึงดูดจากโรงพยาบาลใหญ่ในเมืองใหญ่และเมืองหลวงได้ แม้แต่ในเมืองใหญ่และเมืองหลวงก็ยังต้องมีมาตรการจูงใจอย่างเหมาะสม มิให้เอกชนดูดเอาไป ดังที่เกิดขึ้นแล้วแม้แต่กับโรงเรียนแพทย์ ฉะนั้นก่อนจะเลิกหรือเปลี่ยนแปลงระบบเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย จึงต้องศึกษาอย่างรอบคอบและดำเนินการอย่างละมุนละม่อม มิใช่ “หักดิบ” เอาอย่างที่กระทำไปแล้ว
พีฟอร์พีเป็นเรื่อง “คาบลูกคาบดอก” และมีทั้งความ “ยาก” และ “ยุ่งยาก” รวมทั้งมีข้อพึงระวังมากมาย ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะเอามา “ปะปน” กับเรื่องเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย เพราะเป็นคนละส่วนกัน จุดมุ่งหมายคนละเรื่องกัน
การประกาศเรื่องพีฟอร์พีครั้งนี้ นอกจากจะกระทำอย่าง “ผลีผลาม” แล้ว ยังน่าจะเป็นการ “ฉวยโอกาส” “แก้แค้น” ปรับลดเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายที่มีคนส่วนหนึ่ง “ไม่ชอบ” จึงเข้าลักษณะเป็นการ “ใช้ยาผิด” อย่างชัดแจ้ง
การ “ผลีผลาม” ประกาศใช้กับโรงพยาบาลทั้งประเทศ และให้ใช้กับทุกภาคส่วนในโรงพยาบาล ในขณะที่ผลการวิจัยแนะให้เลือกทำอย่างเฉพาะเจาะจงในบางเรื่องที่สำคัญและคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ และจะต้องมีการศึกษาพัฒนารูปแบบก่อน ย่อมเป็นการทำไปอย่าง “ขาดสติ” และการไปปรับลดเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย เป็นการ “ทำเกิน” จากบริบทของงานศึกษาวิจัย โดยไม่มีการศึกษาผลกระทบและความพึงพอใจของผู้ปฏิบัติงาน จึงเป็นการ “ลุแก่อำนาจ” โดยแท้
คงไม่มีใครปฏิเสธว่า โรงพยาบาลทุกระดับมีบุคลากรที่ต้องหาวิธี “จูงใจ” ให้ “ขยัน” เพิ่มขึ้น แต่สำหรับในโรงพยาบาลชุมชนให้ดูข้อมูลการศึกษาภาระงานของแพทย์เปรียบเทียบจะเห็นได้ชัด ข้อมูลในปี 2552 (จากรายงาน “การสาธารณสุขไทย 25512553”) เทียบภาระงานโดยคิดภาระงานแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชน เท่ากับ 1.0 พบว่าแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชนมีภาระงานมากที่สุด คือ 1.5 ในโรงพยาบาลทั่วไป เท่ากับ 1.1 โรงพยาบาลศูนย์ 0.7
ขณะที่ภาระงานของแพทย์ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเพียง 0.2 เท่านั้น แพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนต้องทำงานให้ “นายจ้าง” เต็มที่อยู่แล้ว แพทย์โรงพยาบาลชุมชนยังมีภาระงานมากกว่าแพทย์โรงพยาบาลเอกชนถึง 1.5 เท่า
จึงไม่แปลกใช่ไหมที่มีเสียงประท้วงรุนแรงจากแพทย์ในชนบท เพราะภาระงานก็หนักขนาดนี้อยู่แล้ว ยังจะเอาพีฟอร์พีไป “รีด” งานเพิ่มขึ้น เท่านั้นยังไม่พอ ยังทำนอกตำรา ไปบังคับขืนใจให้ทำเรื่องที่ยังคลุมเครือ ผลดีไม่ชัด แต่ผลเสียชัด แล้วยังไปเปลี่ยนแปลง “ยาแรง” ที่ได้ผลอีกด้วย
ธรรมดาของยาแม้เป็น “ยาดี” ก็มี “ข้อบ่งใช้” อย่างจำกัด และมี “ข้อควรระวังในการใช้” กับ “ข้อห้ามใช้” รวมทั้งต้องมีขนาดยา และวิธีการใช้ยาให้ถูกโรค ถูกขนาด ถูกวิธี ถูกเวลา ไม่มีหมอคนไหน “บังคับ” คนไข้จำนวนมากมายให้กินยาที่ตนเชื่อว่าเป็น “ยาดี” อย่างที่รัฐมนตรีและปลัดกระทรวงสาธารณสุขดึงดันทำอยู่ในเวลานี้
ประชาชนคนไทยจะต้องทนกับนักการเมืองและข้าราชการประเภทนี้ไปอีกนานแค่ไหน







