posttoday
คิดกันใหม่

คิดกันใหม่

28 พฤษภาคม 2556

การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปีนี้อยู่ที่ 5.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีที่แล้วที่เศรษฐกิจเพิ่งเริ่มฟื้นจากภาวะน้ำท่วมใหญ่ โดยเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าคาดประมาณที่ 7.1% และเมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว กลับมีความเจริญเติบโตที่ลดลงถึง 2.2% ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนถึงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของไทย และเป็นแนวเดียวกันกับเศรษฐกิจโลก ทำให้สภาพัฒน์ถึงกับต้องปรับลดเป้าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ลง ดังนั้นจึงไม่น่าจะมีเหตุผลใดที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงตามสภาวะเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพราะแรงกดดันทางการเมืองตามที่มีการกล่าวอ้างกัน ไม่อยากให้มองกันว่า กนง.มีทิฐิและดื้อรั้นมากกว่าเหตุผลทางเศรษฐกิจที่ควรจะพิจารณา

การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปีนี้อยู่ที่ 5.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีที่แล้วที่เศรษฐกิจเพิ่งเริ่มฟื้นจากภาวะน้ำท่วมใหญ่ โดยเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าคาดประมาณที่ 7.1% และเมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว กลับมีความเจริญเติบโตที่ลดลงถึง 2.2% ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนถึงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของไทย และเป็นแนวเดียวกันกับเศรษฐกิจโลก ทำให้สภาพัฒน์ถึงกับต้องปรับลดเป้าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ลง ดังนั้นจึงไม่น่าจะมีเหตุผลใดที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงตามสภาวะเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพราะแรงกดดันทางการเมืองตามที่มีการกล่าวอ้างกัน ไม่อยากให้มองกันว่า กนง.มีทิฐิและดื้อรั้นมากกว่าเหตุผลทางเศรษฐกิจที่ควรจะพิจารณา

ต้องขอชื่นชมกระทรวงการคลังที่ได้คำนึงถึงเหตุผลและประโยชน์ของประเทศ โดยมองเห็นว่าปัญหาการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศจะเป็นปัญหาระยะยาว และได้ดำเนินการที่จะออกมาตรการควบคุมปริมาณเงินทุนที่ไหลเข้ามานี้ โดยอาจจะต้องมีการออกกฎหมายเป็น พ.ร.บ. หรือ พ.ร.ก. เพื่อรองรับการดำเนินการ ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ธปท.จะมีกรอบคิดในแนวเดียวกัน

แต่เรื่องที่ผู้เขียนไม่สบายใจและอยากให้มีการคิดกันใหม่ คือ เรื่องที่มีการกล่าวหาว่า สภาพัฒน์มีการตกแต่งตัวเลขเพื่อเอาใจรัฐบาล และกดดันให้ ธปท.ลดดอกเบี้ย เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ผู้ว่าการ ธปท.ออกมาวิจารณ์ตัวเลขทางเศรษฐกิจ คือตัวเลขอุปสงค์ภายในประเทศที่สภาพัฒน์มีตัวเลขที่ 3.9% ในขณะที่ ธปท.คาดการณ์ประมาณที่ 6.1% ซึ่งต่างกันค่อนข้างมาก ดังนั้นจึงอยากให้มีการตรวจสอบให้ชัดเจนว่าปัญหาความแตกต่างทางตัวเลขนั้นเกิดจากอะไร และควรปรับแก้กันอย่างไร เพราะข้อมูลที่ผิดจะทำให้เกิดการตัดสินใจที่ผิดได้ โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนรู้จักท่านเลขาธิการสภาพัฒน์ คุณอาคม เติมพิทยาไพสิฐ และรองเลขาธิการ คุณปรเมธีวิมลศิริ รวมถึงคุณปัทมา เธียรวิศิษฎ์สกุล เป็นอย่างดีและเชื่อในความเป็นนักวิชาการที่จะต้องเสนอข้อมูลที่แท้จริงให้กับประชาชน เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมาเป็นเครื่องมือให้กับรัฐบาลเพียงเพื่อกดดันให้ ธปท.ลดดอกเบี้ย เพราะสภาพัฒน์ต้องเสนอตัวเลขตามจริงเท่านั้น อีกทั้งข้อเสนอให้มีการลดดอกเบี้ยของสภาพัฒน์ก็เพื่อแก้ไขแนวโน้มเศรษฐกิจที่เริ่มจะถดถอย เพื่อประโยชน์ของประเทศ ไม่ใช่ประโยชน์ของรัฐบาลแต่อย่างใด

เรื่องลดหรือไม่ลดดอกเบี้ยนี้ อยากให้คิดกันใหม่ โดยใช้เหตุและผล ไม่อยากให้กลายเป็นประเด็นทางการเมือง และมีการทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กรหลักที่ต้องการความเชื่อถือสูง ทั้ง ธปท.และสภาพัฒน์

อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องที่คิดกันแปลกๆ และอยากให้คิดกันใหม่ คือ เหตุการณ์ไฟฟ้าดับใน 14 จังหวัดภาคใต้ เป็นเวลากว่าชั่วโมงเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว สาเหตุหลักมาจากสายส่งขนาดใหญ่ที่ส่งไฟฟ้าไปยังภาคใต้เกิดขัดข้อง จากรายงานพบว่าเกิดจากฟ้าผ่า โดยเหตุการณ์นี้ถึงกับมีการประชดกันว่าสามารถดับไฟใต้ได้แล้ว เรื่องนี้นับเป็นสัญญาณเตือนภัยอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่มีการเตือนครั้งแรกจากการขาดก๊าซผลิตไฟฟ้าก่อนหน้านี้ เพราะมีการซ่อมท่อส่งก๊าซจากประเทศเมียนมาร์ นี่ขนาดส่งไฟฟ้าให้กันเองในระหว่างภาคยังเกิดปัญหาได้ แล้วการที่ประเทศไทยจะหวังพึ่งไฟฟ้าจากเพื่อนบ้านในปริมาณที่มาก หากเกิดปัญหาไฟฟ้าขัดข้องอย่างสุดวิสัยขึ้นมา ทำให้ส่งไฟฟ้าเข้ามาไม่ได้เป็นระยะเวลานาน ประเทศไทยจะทำอย่างไร ดังนั้นการที่ประเทศไทยจะต้องมีการผลิตไฟฟ้าภายในประเทศให้เพียงพอ โดยพึ่งพาไฟฟ้าจากต่างประเทศในสัดส่วนที่เหมาะสม จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น

เรื่องนี้อยากให้คิดกันใหม่ ไม่ใช่แต่เฉพาะการพึ่งไฟฟ้าจากต่างประเทศเท่านั้น การที่จะต้องมีการตั้งโรงไฟฟ้าในภาคใต้เพื่อให้มีการผลิตกระแสไฟฟ้าให้เพียงพอในภาคใต้เอง โดยไม่พึ่งการส่งไฟฟ้าจากภาคกลาง เป็นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ และอยากขอร้องให้ NGO และผู้ที่ต่อต้านโรงไฟฟ้าได้คำนึงถึงความสุขของประชาชนในพื้นที่ภาคใต้เป็นหลัก เพราะเวลาไฟฟ้าดับแม้เพียงช่วงเวลาไม่นาน ก็แสนจะลำบากและเกิดความเสียหายแล้ว

ในภาวการณ์ที่ประชาชนในภาคใต้ต้องลำบากจากเหตุการณ์ไฟฟ้าดับนี้ ก็ยังอุตส่าห์มีการคิดกันได้ว่าเป็นแผนการของรัฐในการที่จะสร้างโรงไฟฟ้าในภาคใต้เพิ่ม เลยสร้างสถานการณ์ให้เกิดไฟฟ้าดับขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมาก ไม่เข้าใจว่าคิดกันแบบนี้ได้อย่างไร ใครจะเอาความเดือดร้อนของประชาชนมาล้อเล่นอย่างนี้ได้ ในช่วงเวลานั้นจนกระทั่งถึงตอนนี้ คุณสืบพงษ์ บูรณศิรินทร์ ผู้ช่วยผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รายงานว่า ทุกคนใน กฟผ.ต่างเดือดร้อน นั่งกันก้นไม่ติด หาทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน คงไม่มีใครอยากให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

แนวความคิดที่จะต้องปรับกันใหม่นี้ ควรจะต้องมุ่งไปที่เรื่องการพัฒนาการศึกษา ดังนั้น จึงขอให้กำลังใจกระทรวงศึกษาธิการในการปรับปรุงคุณภาพการศึกษาให้ดีขึ้น การควบรวมโรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยให้มารวมกันเพื่อคุณภาพการศึกษาที่ดีขึ้น เป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องดำเนินการ พร้อมกับการปรับปรุงหลักสูตร

ได้แต่หวังว่าเมื่อการศึกษาดีขึ้นแล้ว ความคิดที่แปลกประหลาดก็จะได้หมดไป

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ