posttoday
ภาวะเศรษฐกิจ

ภาวะเศรษฐกิจ

14 เมษายน 2553

 

 

.....พิชัย นริพทะพันธุ์

ก่อนอื่นต้องขออวยพรให้ผู้อ่านทุกท่านมีความสุขในเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ แม้ว่าในปีนี้เราจะฉลองกันบนความโศกเศร้าของการสูญเสีย ผู้เขียนต้องขอไว้อาลัยกับผู้เสียชีวิตทั้งหมด และก็ต้องกลับมาเข้าเรื่องตามที่ได้มีการคาดหมายกันว่า การขยายตัวในไตรมาสแรกของปีนี้จะมีแนวโน้มที่จะมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูง และสามารถเพิ่มขึ้นถึงกว่า 9% ก็เพราะในไตรมาสแรกของปีที่แล้วมีการขยายตัวลดลงมากถึงลบ 7.1% จากผลกระทบต่อเนื่องของการปิดสนามบิน ขณะเดียวกันการส่งออกในเดือน ม.ค.ปีนี้มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 30% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และการส่งออกในเดือน ก.พ.ก็มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น 17% และการส่งออกในเดือน มี.ค.ก็น่าจะมีการขยายตัวสูง

การขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาสแรกปีนี้นับเป็นการขยายตัวสองไตรมาสติดกัน หลังจากที่ไตรมาส 4 ปีที่แล้ว มีการเติบโตเพิ่มขึ้น 5.8% ซึ่งช่วยให้การเจริญเติบโตทั้งปีของปีที่แล้วติดลบเพียง 2.3% ซึ่งนับว่าเป็นตัวเลขที่ดีกว่าที่คาดคิดกันไว้ ถ้าหากรัฐบาลเห็นว่าการขยายตัวทั้งสองไตรมาสนี้เป็นที่น่าพอใจ ก็น่าที่จะพิจารณาลดการกู้เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่ผู้เขียนได้เคยเรียกร้อง เพราะจำนวนเงินกระตุ้นเศรษฐกิจมีการเบิกจ่ายจนถึงปัจจุบันมีปริมาณเพียงแสนล้านบาทเท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความด้อยประสิทธิภาพในการเบิกจ่ายของรัฐ อีกทั้งแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจที่ฟื้นนั้นเกิดจากการส่งออกที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้เกี่ยวกับงบกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ผ่านมางบกระตุ้นเศรษฐกิจมีแต่ข่าวคราวการทุจริต และปัจจุบันหนี้สาธารณะได้เพิ่มขึ้นไปถึง 44% ของ GDP แล้ว ซึ่งเกือบจะถึงปริมาณ 50% ที่ธนาคารโลกแนะนำให้ประเทศกำลังพัฒนาไม่ควรที่จะมีหนี้สาธารณะเกินปริมาณดังกล่าว ความน่ากังวลน่าจะอยู่ที่ครึ่งปีหลังของปีนี้ที่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของโลกมีแนวโน้มที่จะแผ่วลง รัฐบาลจึงน่าที่จะได้ติดตามอย่างใกล้ชิด

แนวโน้มที่ดีทำให้มีการปรับค่าประมาณการของธนาคารแห่งประเทศไทยที่คาดว่าปีนี้เศรษฐกิจจะโตระดับ 3.8–5.8% นับเป็นสิ่งที่น่ายินดี แต่อย่างไรก็ดี อยากให้รัฐบาลอย่าได้คำนึงถึงตัวเลขการขยายตัวอย่างเดียว โดยอยากให้มุ่งเน้นในการกระจายรายได้

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงอีกอย่างหนึ่งคือ ผลการสำรวจที่นักลงทุนญี่ปุ่นให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุนตามหลัง ประเทศเวียดนามเป็นปีที่สองติดต่อกัน และการที่ประเทศเวียดนามมีการลดค่าเงินดองถึง 2 ครั้ง ส่งผลให้เงินดองมีมูลค่าลดลงเมื่อเทียบกับเงินบาทที่มีค่าเพิ่มขึ้นถึง 14% ซึ่งนอกจากจะส่งผลให้สินค้าเกษตรของประเทศเวียดนามมีราคาถูกกว่าไทยมาก โดยเฉพาะ ข้าว ที่ในอนาคตอีกไม่กี่ปีนี้ประเทศเวียดนามอาจจะมีการส่งออกข้าวแซงหน้าประเทศไทยได้ ยังจะทำให้ประเทศเวียดนามได้เปรียบในการแข่งขันกับไทยในการลงทุนจากต่างประเทศในอนาคต เพราะจะทำให้การลงทุนในประเทศเวียดนามถูกลง ยังไม่พูดถึงความขยันของคนเวียดนาม ทรัพยากรธรรมชาติที่ยังมีอยู่อีกมาก และความสัมพันธ์จากชาวเวียดนามในโพ้นทะเล

การเพิ่มศักยภาพการแข่งขันอยากให้มีการคำนึงถึงเกษตรกร ผู้ใช้แรงงานที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยจะทำอย่างไรให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีโอกาสทางสังคม เศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งหมายถึงการมีมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อย่าลืมว่าถ้าหากไม่มีเกษตรกรและแรงงานที่มีศักยภาพ ประสิทธิภาพของการผลิตและการบริโภคของประเทศก็จะน้อยลง การที่ไทยมีศักยภาพสูงส่วนหนึ่งก็มาจากประชาชนในภาคเกษตร และภาคแรงงานที่มีส่วนช่วยให้โรงงานต่างๆ เกิดขึ้นได้ นอกจากนี้เขาเหล่านี้ยังเป็นผู้บริโภคส่วนใหญ่ในสินค้าและบริการ ซึ่งรายได้หลักของชาติก็มาจากภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้จากการบริโภค

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก