posttoday
โกง LPG ใครผิดรับโทษ

โกง LPG ใครผิดรับโทษ

22 พฤษภาคม 2556

สัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวใหญ่เรื่องการจับการขาย LPG ผิดประเภททำให้กองทุนน้ำมันสูญเสีย 2,000 ล้านบาท แต่แหล่งข่าวไม่สามารถระบุชื่อบริษัทผู้ต้องสงสัย 4 รายใหญ่ ทั้งตำรวจและกระทรวงพลังงานปิดเป็นความลับสุดยอด

สัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวใหญ่เรื่องการจับการขาย LPG ผิดประเภททำให้กองทุนน้ำมันสูญเสีย 2,000 ล้านบาท แต่แหล่งข่าวไม่สามารถระบุชื่อบริษัทผู้ต้องสงสัย 4 รายใหญ่ ทั้งตำรวจและกระทรวงพลังงานปิดเป็นความลับสุดยอด

พ่อค้าหาโอกาสทำกำไรเป็นเรื่องธรรมดา แต่เป็นหน้าที่รัฐที่จะ

(1) หลีกเลี่ยงการกำหนดนโยบายที่สร้างแรงจูงใจให้มีการฉ้อราษฎร์บังหลวง

(2) หากเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องกำหนดกฎระเบียบและกำกับดูแลให้ดี

(3) เมื่อมีการทำผิดกฎระเบียบก็ต้องลงโทษตามกฎหมาย มีข่าวย่อยว่าถ้าผู้กระทำผิดคืนเงินแก่กองทุนก็จะพ้นผิด เหมือนมีพนักงานยักยอกเงินจากองค์กรไป แต่เมื่อถูกจับได้ก็ยอมคืนเงินให้แล้วผู้บริหารก็บอกว่าขอบคุณ ถือว่าคุณไม่ผิด

LPG ที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงมีผู้ใช้ 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ ภาคครัวเรือน (ใช้ในการหุงต้ม) ภาคขนส่ง และภาคอุตสาหกรรม (ไม่นับรวมปิโตรเคมี เพราะมิได้ใช้เป็นเชื้อเพลิงและเป็นคนละปัญหาที่จะได้เขียนถึงต่อไป) รัฐตั้งราคาไม่เท่ากัน โดยกำหนดให้ผู้ค้าก๊าซที่จำหน่ายแก่โรงงานอุตสาหกรรมและสถานีบริการต้องส่งเงินเข้ากองทุนเพิ่มเป็นพิเศษตั้งแต่ ก.ค. 2554 และ ก.พ. 2555 เป็นต้นมา และมีการปรับอัตราส่งเงินเข้ากองทุนหลายครั้งในช่วงสองปีที่ผ่านมา

ที่มาของการใช้ LPG ในปี 2555 นั้น 52% มาจากโรงแยกก๊าซ 25% โรงกลั่นน้ำมัน และ 22% นำเข้าจากต่างประเทศ เนื่องจากต้นทุนการผลิตจากโรงกลั่นน้ำมันและการนำเข้าสูงกว่าโรงแยกก๊าซมาก จึงมีการนำเงินกองทุนน้ำมันมาชดเชยโรงกลั่นและผู้นำเข้าเพื่อให้ราคาขายส่งเท่ากับราคาจากโรงแยกก๊าซ เพื่อมิให้ต้องปรับราคาขายปลีก ปัจจุบันอัตราการชดเชยโรงกลั่นเท่ากับ 9.28 บาท/กก. นำเข้า 15.77 บาท/กก.

การชดเชยนี้สร้างภาระมหาศาลให้แก่กองทุนน้ำมันตั้งแต่ปี 2551 มีการชดเชยก๊าซ LPG ที่ผลิตจากโรงกลั่นและการนำเข้าไปแล้วเป็นเงินกว่า 1.37 แสนล้านบาท นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการเปลี่ยนจากน้ำมันชนิดอื่นมาใช้ LPG มากขึ้นเรื่อยๆ ทดแทนการใช้น้ำมันเบนซินในรถยนต์และน้ำมันเตาในโรงงานอุตสาหกรรม รวมทั้งมีการลักลอบไปขายในประเทศเพื่อนบ้านที่มีราคาแพงกว่ามาก

การใช้ “ผิดประเภท” ในรถยนต์และโรงงานอาจไม่ผิดกฎหมาย แต่ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งสำหรับผู้ใช้น้ำมันเบนซินที่ต้องซื้อน้ำมันแพงขึ้นเพื่อมาอุดหนุนก๊าซราคาถูก อีกทั้งยังทำให้การนำเข้าซึ่งต้นทุนสูงกว่าโรงแยกก๊าซเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ยิ่งเป็นภาระแก่กองทุนน้ำมัน ซึ่งก็เก็บมาจากประชาชนผู้ใช้น้ำมันชนิดอื่นนั่นเอง

รัฐบาลได้พยายามแก้ไขปัญหาด้วยการขึ้นราคา LPG แบบแยกส่วน แทนที่จะปรับขึ้นทั้งหมด แต่กลับทำให้เกิดการใช้ LPG “ผิดประเภทแบบผิดกฎหมาย” (ข้ามภาคส่วน) ในขณะที่การลักลอบส่งออกก็ยังดำรงอยู่

ปัจจุบันอัตราเงินส่งเข้ากองทุนเพิ่มเติมสำหรับก๊าซที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและสถานีบริการรถยนต์เท่ากับ 9.29 บาท/กก. และ 3.04 บาท/กก. ตามลำดับ เกิดเป็นแรงจูงใจให้ยักย้ายถ่ายเท เช่น นำก๊าซที่บรรจุถังหุงต้มไปใช้ในอุตสาหกรรม เพราะก๊าซที่ใช้ในโรงงานแพงกว่าเกือบ 10 บาท/กก. หรือมีการลงบัญชีไม่ตรงกับข้อเท็จจริงเพื่อหลีกเลี่ยงการส่งเงินเข้ากองทุน ตามข่าวมีการขายให้โรงบรรจุก๊าซที่ปิดร้างด้วย ปัญหาแบบนี้เคยเกิดขึ้น 30 ปีมาแล้ว และได้รับการแก้ไขโดยรัฐทยอยลดความแตกต่างของราคาจนกลับมาใช้ราคาเดียวในปี 2532

ข่าวใหญ่ที่กล่าวถึงข้างต้น คือ ผู้ค้านำ LPG ที่ควรจะขายให้ภาคครัวเรือนในราคาถูกสุด 18.13 บาท/กก. ไปขายให้ภาคอื่น ซึ่งรัฐตั้งราคาไว้สูงกว่ามากคือ รถยนต์ 21.38 บาท/กก. และอุตสาหกรรม 28.07 บาท/กก. (รวม VAT) ดูกราฟปริมาณการขายโดยบริษัทผู้ค้ามาตรา 7 ซึ่งเป็นข้อมูลที่เปิดเผยในเว็บไซต์ของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงานจะเห็นชัดเจนว่าในปี 2555 ปริมาณการจำหน่าย LPG ที่แจ้งว่าขายเพื่อการหุงต้มเพิ่มขึ้นสูงผิดปกติ (ยอดขายภาคอุตสาหกรรมถึงกับลดลง) แต่เมื่อกระทรวงพลังงานและฝ่ายตำรวจเริ่มกำกับดูแลและตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ยอดขายก็ตกลงมาอย่างรวดเร็ว (ภาคอุตสาหกรรมพุ่งขึ้น) ในไตรมาสแรกของปี 2556

ผู้ค้าที่มีตัวเลขการจำหน่าย “ผิดปกติ” ก็เป็นบริษัทใหญ่ๆ ทั้งนั้น บางบริษัทอยู่ในตลาดหลักทรัพย์และมีผู้มีอิทธิพลเป็นประธานและกรรมการ เช่น คนนามสกุลเดียวกับนักการเมืองใหญ่

แม้ว่าการอุดหนุนราคา LPG เป็นกรณีทั่วไปทำให้ราคาขายปลีกต่ำกว่าที่ควรและเป็นภาระแก่กองทุนและประชาชนที่ใช้น้ำมันชนิดอื่น แต่อย่างน้อยผลประโยชน์ตกอยู่กับประชาชนที่ใช้ก๊าซ แต่การหลีกเลี่ยงการจ่ายเงินกองทุนจากการจำหน่ายข้ามประเภทถือว่าเป็นการฉ้อราษฎร์บังหลวง เพราะผลประโยชน์ตกอยู่กับผู้ค้าน้ำมัน จึงเป็นเรื่องที่รัฐจะต้องดำเนินการถึงที่สุดที่จะเอาผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมาย

บทเรียนราคาแพงครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าการกำหนดราคาสินค้าชนิดเดียวเป็นหลายราคานั้นในทางปฏิบัติทำได้ยากมาก ในเมื่อความเสียหายโจ่งแจ้งแล้วก็ควรยกเลิก LPG หลายราคาโดยเร็ว

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก