
เล็งออกพรก.เก็บค่าต๋งเงินนอก
การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 21 พ.ค. กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ได้รายงาน ครม.ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จัดส่งร่างกฎหมายที่กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และอัตราเรียกเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ กรณีนักลงทุนต่างประเทศนำเงินเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทย อาทิ ผลกำไรจากการลงทุนในตลาดตราสารหนี้
การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 21 พ.ค. กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ได้รายงาน ครม.ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จัดส่งร่างกฎหมายที่กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และอัตราเรียกเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ กรณีนักลงทุนต่างประเทศนำเงินเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทย อาทิ ผลกำไรจากการลงทุนในตลาดตราสารหนี้
ร่างกฎหมายที่ ธปท.ส่งให้กระทรวงการคลังพิจารณาเมื่อวันศุกร์ที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา มี 2 แบบ คือ กฎหมายที่เป็นร่าง พ.ร.บ. และกฎหมายที่เป็นร่าง พ.ร.ก. ซึ่งกฎหมาย 2 ฉบับเนื้อหาเหมือนกัน แต่วิธีการออกกฎหมายต่างกัน คือ หากตัดสินใจจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในกรณีที่จำเป็นก็จะประกาศใช้เป็น พ.ร.ก. แต่หากไม่จำเป็นเร่งด่วน จะเสนอเป็นร่าง พ.ร.บ.ให้สภาเห็นชอบ
อย่างไรก็ตาม กิตติรัตน์ได้แสดงความเห็นทักท้วงเนื้อหาร่างกฎหมายที่ ธปท.เสนอมาว่า มีข้อความที่ระบุว่า “ให้การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเป็นไปตามความเห็นของ ธปท.” จึงไม่เห็นด้วย เพราะหาก ธปท.ไม่เสนอความเห็นเข้ามา การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมต่างๆ จะทำไม่ได้ใช่หรือไม่
ขณะที่ สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ ให้ความเห็นใน ครม.ว่า หากรัฐบาลจะเสนอแก้ไขกฎหมายดังกล่าวในรูป พ.ร.ก. ก็จะถูกโจมตีได้ จึงควรเสนอให้แก้ไขเป็นร่าง พ.ร.บ.จะเหมาะสมกว่า และหากร่าง พ.ร.บ.ยังค้างอยู่ในสภา แต่มีความจำเป็นต้องใช้ รัฐบาลค่อยประกาศใช้เป็น พ.ร.ก.ก็ทำได้
หลังการประชุม กิตติรัตน์ให้สัมภาษณ์ว่า ธปท.ส่งหนังสือถึงกระทรวงการคลังเมื่อเย็นวันศุกร์ที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยชี้แจงว่า มาตรการที่ ธปท.เสนอมานั้น บางมาตรการสามารถดำเนินการได้เลย และ ธปท.ได้แสดงความตั้งใจว่ามาตรการทำได้เองเลยหาก ธปท.จะนำมาใช้ จะหารือกับกระทรวงการคลังอย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็น 4 แนวทางที่ ธปท.แจ้งมาก่อนหน้า
กิตติรัตน์ ระบุว่า สำหรับบางมาตรการที่จะพร้อมใช้ได้ก็ต่อเมื่อมีการแก้ไขกฎระเบียบ กฎหมาย กระทรวงการคลังจะใช้อำนาจของ รมว.คลัง ลงนามในประกาศเพื่อให้ดำเนินการได้ ก็จะดำเนินการให้เร็ว คือภายในสัปดาห์นี้
บางมาตรการที่จะพร้อมใช้ได้อาจต้องแก้ไขกฎหมายระดับ พ.ร.บ. และขอเรียนว่าการดำเนินการมาตรการตามที่ ธปท.เสนอมา กระทรวงการคลังจะดำเนินการให้ทุกประการ
แหล่งข่าวระบุว่า ก่อนเข้าวาระการประชุม ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ขอให้ กิตติรัตน์ และอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์ค่าเงินบาทและเศรษฐกิจในภาพรวม กิตติรัตน์ ระบุว่า เศรษฐกิจไตรมาส 1 ที่ขยายตัว 5.3% ถือว่าน่าผิดหวัง หากไตรมาส 2 ค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าไม่หยุด จะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แม้แต่ขณะนี้ค่าเงินบาทแข็งค่ามากกว่าประเทศคู่แข่งและคู่ค้าอยู่แล้ว โดยที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่มีมาตรการใดๆ ออกมาเลย จะให้เราพอใจได้อย่างไร
ขณะที่ อาคม เสนอว่า ในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ที่การส่งมอบรถยนต์ในโครงการคืนภาษีรถยนต์คันแรกจะหมดลง รัฐบาลต้องมีมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มกำลังซื้อในประเทศ เนื่องจากการส่งออกจะขยายตัวน้อยลง นายกรัฐมนตรีจึงสั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ
ในท้ายที่สุด อาคมยังระบุด้วยว่า ได้หารือกับประธานธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ประธานเอดีบี ยืนยันว่า การลดอัตราดอกเบี้ยเป็นมาตรการที่ใช้ได้ที่สุดและเร็วที่สุดในการชะลอการไหลเข้าของเงินทุนระยะสั้นจากต่างประเทศ และแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าได้







