
ชนวนศึกการค้าอียู-จีนดึงเศรษฐกิจสองฝั่งตกเหว
ถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นร้อนที่ต้องจับตามองไม่น้อยเมื่อทางสหภาพยุโรป (อียู)
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
ถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นร้อนที่ต้องจับตามองไม่น้อยเมื่อทางสหภาพยุโรป (อียู) ได้ออกมาเผยว่าเตรียมที่จะจัดตั้งคณะกรรมาธิการสอบสวนสองบริษัทผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ของจีน คือ หัวเหว่ยกับซีทีอี ในข้อหาว่าทั้งสองบริษัททำการค้าไม่เป็นธรรมผ่านกลวิธีการทุ่มตลาด เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้าเหนือคู่แข่งรายอื่นๆ
แม้ว่าความเคลื่อนไหวล่าสุดจะยังไม่มีการลงมือดำเนินการสอบสวนขึ้นมา แต่ถ้าหากเกิดขึ้นจริงก็จะถือเป็นกรณีที่สามแล้วที่ทางอียูได้ออกมาตั้งคณะกรรมการสอบสวนต่อพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรมของบริษัทจากแดนมังกร เพราะก่อนหน้านี้เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา อียูเพิ่งจะดำเนินการสอบสวนบริษัทผลิตแผงโซลาร์เซลล์ที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และบริษัทผลิตท่อเหล็กของจีนมาแล้ว
ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้บรรดานักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญทางการค้าระหว่างประเทศต่างพากันออกมาป่าวประกาศเตือนว่า การที่อียูออกมาตั้งทีมสอบสวนบริษัทจีนครั้งนี้อาจกลายเป็นตัวจุดชนวนให้นำไปสู่ความขัดแย้งหรือสงครามกีดกันทางการค้าในสาขาอื่นๆระหว่างยุโรปกับจีนให้ยิ่งรุนแรงมากขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็กำลังถูกบีบคั้นจากวิกฤตเศรษฐกิจด้วยกัน
เช่น ยุโรป ที่ยังจมอยู่กับภาวะหนี้ ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเป็นไตรมาสที่ 6 ติดต่อกัน ส่วนการว่างงานก็พุ่งขึ้นสูงอย่างต่อเนื่องที่ 12.1% ด้านจีนก็ประสบกับการชะลอตัวอย่างหนักเช่นกัน โดยในปีที่แล้วจีดีพีขยายตัวได้ต่ำที่สุดในรอบ 13 ปี ที่ 7.4%
เพราะเป็นที่เข้าใจได้ไม่ยากว่าจากการที่แต่ละฝ่ายก็มีปัญหาเศรษฐกิจของตนเองขึ้นมาในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน ก็จะยิ่งกลายเป็นแรงกดดันให้รัฐบาลของทั้งสองฝ่ายกล้าเดินหน้าใช้มาตรการเข้มงวดทางการค้าเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางการค้าของตนเองเอาไว้
ดังนั้น จึงไม่แปลกที่จะได้เห็นอียูเริ่มจะกล้าใช้มาตรการเข้มงวดทางการค้ากับประเทศคู่ค้าอื่นๆ มากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เพื่อแสดงให้ประชาชนในประเทศได้เห็นว่ารัฐบาลได้จริงจังกับการแก้ปัญหาการถูกเอาเปรียบทางการค้า
อย่างไรก็ตาม ท่าทีดังกล่าวนั้นไม่ได้เป็นผลดีต่ออียูเอง โดยเฉพาะในอนาคตที่เหล่านักวิเคราะห์คาดการณ์กันว่า หากอียูยังคงไม่ลามือจากกรณีดังกล่าว พญามังกรจีนจะต้องดำเนินการตอบโต้อียูกลับอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่จีนเพิ่งมีผู้นำรุ่นใหม่ภายใต้การนำของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ขึ้นมาบริหารประเทศ
“ผู้นำทางการเมืองในยุโรปในเวลานี้กำลังเผชิญแรงกดดันจากภาวะการว่างงานในภูมิภาคที่พุ่งขึ้นสูง ภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย ดังนั้นพวกผู้นำจึงต้องการแสดงบทบาทและเพิ่มความเข้มงวดทางการค้ามากขึ้น โดยเฉพาะต่อจีน” เซอร์จิโอ มาร์ชี ประธานของบริษัทที่ปรึกษามาร์ชีกรุ๊ป และอดีตรัฐมนตรีพาณิชย์ของแคนาดา กล่าว พร้อมเสริมว่าในอนาคตจีนก็อาจหันมาโต้ตอบยุโรปเช่นกัน ซึ่งหากเกิดภาวะดังกล่าวขึ้นก็จะส่งผลเสียต่อทั้งสองฝ่ายในที่สุด
เพราะทั้งอียูและจีน ต่างก็ถือเป็นคู่ค้าที่สำคัญของกันและกัน โดยจีนนั้นถือเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับสองของอียู รองจากสหรัฐ โดยอียูมียอดส่งออกไปแดนมังกรในปีที่แล้วรวมแล้วถึง 2.12 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.1 ล้านล้านบาท) ขณะที่อียูนั้นก็ถือเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของจีนเช่นกัน โดยปีที่แล้วจีนส่งออกสินค้าไปอียูสูงถึง 3.72 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 10.7 ล้านล้าน บาท) ซึ่งความสัมพันธ์ดังกล่าวนั้นเปรียบเสมือนน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าที่ต่างก็แยกขาดจากกันไปไม่ได้
นอกจากนี้ หากเกิดความบาดหมางและขัดแย้งเกี่ยวกับการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าตอบโต้กันไปมาขึ้น ก็ยังจะส่งผลให้ทั้งยุโรปและจีนเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ด้วยกันทั้งคู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็กำลังประสบกับปัญหาเศรษฐกิจอยู่ด้วยกันทั้งคู่ ซึ่งคาดว่าจะมีส่วนทำให้ปัญหาดังกล่าวเลวร้ายลงไปกว่าเดิมยิ่งขึ้น
เพราะต้องเข้าใจว่าความขัดแย้งและการกีดกันทางการค้าจะกลายเป็นตัวบั่นทอนการลงทุนการซื้อขายระหว่างทั้งสองฝ่ายให้ลดลงและเป็นไปอย่างยากลำบากมากยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะทางฝั่งของยุโรปนั้นคาดว่าจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด
ในขณะที่ความเห็นของ จางฮั่นหลิน ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเศรษฐกิจและธุรกิจระหว่างประเทศ แห่งกรุงปักกิ่ง ถึงขั้นออกมาฟันธงเลยว่า อียูคือฝ่ายเสียประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว ไม่ใช่จีน เนื่องจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบันเป็นตัวบีบคั้นให้อียูต้องพึ่งพิงตลาดการส่งออกจากภายนอกมากขึ้น เพื่อเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ฉะนั้นหากถูกจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในคู่ค้าสำคัญของยุโรปปิดประตูและกีดกันทางการค้าขึ้นมา อียูย่อมต้องตกที่นั่งลำบากอย่างแน่นอน โดยยืนยันได้จากยอดการส่งออกไปจีนของอียูในปีที่แล้วที่มากถึง 2.21 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.1 ล้านล้านบาท) ขณะที่การนำเข้าอยู่ที่ 3.34 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9.6 ล้านล้านบาท)
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่แปลกที่เหล่านักวิเคราะห์ รวมไปถึงรัฐบาลจีนจึงออกมาส่งสัญญาณเตือนเพื่อให้อียูได้รู้ตัวว่าจะต้องดำเนินการกับกรณีการสอบสวนสองบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ของจีน รวมถึงกรณีอื่นๆ อย่างระมัดระวังไปแล้วก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะจากถ้อยแถลงของ เฉินตานหยาง โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีน ที่ออกมาประกาศกร้าวอย่างตรงไปตรงมาเลยว่า พญามังกรจีนไม่อยากจะเปิดศึกสงครามการค้ากับอียู พร้อมกับสำทับอีกว่าอียูจะไม่ดำเนินการใดๆ ที่จะส่งผลกระทบเลวร้ายต่อความสัมพันธ์ทางการค้าของทั้ง สองฝ่าย
ขณะที่ เซอร์จิโอ มาร์ชี ประธานของบริษัทที่ปรึกษามาร์ชีกรุ๊ป และอดีตรัฐมนตรีพาณิชย์ของแคนาดาเองก็ออกมาแสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยระบุว่า อียูจะต้องดำเนินการต่อเรื่องการสอบสวนสองบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ของจีนอย่างระมัดระวัง และต้องไม่รุนแรงเกินไป เพราะแม้ว่าจีนจะเข้าใจถึงเหตุผลทางการเมืองของอียูดี แต่ในขณะเดียวกันรัฐบาลกรุงปักกิ่งก็ไม่ชอบที่จะต้องถูกตรวจสอบอย่างเปิดเผยต่อสาธารณชน ดังนั้นหากจีนตอบโต้กลับ อียูก็อาจจะต้องเผชิญกับการเป็นฝ่ายที่มีแต่เสียกับเสีย
ฉะนั้น ประเด็นการลงดาบสองบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมจากแดนมังกรจึงถือเป็นกรณีที่ละเอียดอ่อนมาก เพราะในอีกด้านหนึ่ง ถ้าไม่ทำก็จะดูเหมือนว่าอียูอ่อนข้อให้ต่างชาติ เข้ามาเอาเปรียบทางการค้ามากเกินไป และไม่สามารถปกป้องคนในภูมิภาคได้ ขณะเดียวกันหากลงโทษหนักเกินก็อาจกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจและการค้าของทั้งภูมิภาคเลยทีเดียว
จึงนับเป็นงานที่ท้าทายผู้นำอียูเป็นอย่างยิ่งว่าจะตัดสินใจเช่นไรในอนาคต







