
การยุบโรงเรียนขนาดเล็ก
ข่าวการยุบโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า 60 คนของกระทรวงศึกษาธิการ โดยคุณพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีเจ้ากระทรวง เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ไม่เฉพาะแวดวงการศึกษาเท่านั้น
ข่าวการยุบโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า 60 คนของกระทรวงศึกษาธิการ โดยคุณพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีเจ้ากระทรวง เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ไม่เฉพาะแวดวงการศึกษาเท่านั้น
เรื่องนี้ผมเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่ และเป็นเรื่องที่กระทบกับคุณภาพของคน วิถีชีวิตของคน รวมถึงสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญด้วย
รัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในการศึกษาไว้ 2 มาตรา คือ
มาตรา 49 บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย
ผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก ต้องได้รับสิทธิตามวรรคหนึ่งและการสนับสนุนจากรัฐเพื่อให้ได้รับการศึกษาโดยทัดเทียมกับบุคคลอื่น
การจัดการศึกษาอบรมขององค์กรวิชาชีพหรือเอกชน การศึกษาทางเลือกของประชาชน การเรียนรู้ด้วยตนเอง และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ย่อมได้รับความคุ้มครองและส่งเสริมที่เหมาะสมจากรัฐ
มาตรา 50 บุคคลย่อมมีเสรีภาพทางวิชาการ
การศึกษาอบรม การเรียนการสอน การวิจัย และการเผยแพร่งานวิจัยตามหลักวิชาการ ย่อมได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้ เท่าที่ไม่ขัดต่อหน้าที่ของพลเมืองหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
จากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญทั้งสองมาตรา รัฐต้องมีหน้าที่ให้การศึกษาโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ไม่ว่าบุคคลนั้นจะอยู่ที่ใด ในเมืองหรือในถิ่นทุรกันดาร
นโยบายการยุบโรงเรียนขนาดเล็กให้ไปรวมกับโรงเรียนขนาดใหญ่ เท่าที่ติดตามดู มี 2 เหตุผลหลักๆ คือ
คุณภาพการศึกษา โรงเรียนขนาดเล็กมีครูน้อย ไม่ครบห้องเรียน ทำให้เด็กเสียโอกาส หากมีการรวมกับโรงเรียนที่ใหญ่ขึ้นหรือโรงเรียนเล็กเหมือนกันจะทำให้มีครูเพิ่มขึ้น เด็กจะได้รับการสอนที่ครบถ้วนขึ้น
งบประมาณ โรงเรียนขนาดเล็กได้งบประมาณน้อย เพราะงบประมาณให้ตามจำนวนนักเรียน ทำให้ไม่สามารถพัฒนาการศึกษาให้ดีได้
ปัญหาเรื่องคุณภาพทางการศึกษา หรือเรียกเป็นภาษาทางการว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษานั้น น่าจะเป็นประเด็นหลัก และเป็นประเด็นสำคัญที่สุดที่ต้องพิจารณา
ก่อนอื่นคงต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า คุณภาพทางการศึกษาวัดจากอะไร
ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของคนในเมืองกับคนชนบท จำเป็นต้องเหมือนกันหรือไม่ เด็กชนบทที่อยู่ตามป่าตามเขา อยู่ริมน้ำริมทะเล แม้ไม่เคยเห็นแท็บเล็ต อินเทอร์เน็ตก็ไม่รู้จัก พวกเขาก็มีชีวิตอยู่ได้ไม่อดตาย แต่ถ้าไม่รู้จักวิธีทำไร่ทำนา หาปลาทำประมง พวกเขาจะไม่มีอะไรกิน เด็กในเมืองแม้ไม่รู้จักต้นข้าว จับกุ้งจับปลาไม่เป็น พวกเขาก็อยู่ได้ เพราะมีตลาดสด มีซูเปอร์มาร์เก็ตให้เลือกซื้อได้โดยมือไม่ต้องเปื้อนดิน ไม่เหม็นกลิ่นคาว แต่เด็กในเมืองถ้าไม่รู้จักอินเทอร์เน็ต ไม่มีแท็บเล็ต ไม่มีเกมให้เล่น ไม่มีศูนย์การค้าเย็นๆ ให้อยู่ พวกเขาคงอยู่ไม่ได้ หรือไม่ก็ไปรวมกลุ่มเป็นแว้นบอยสก๊อยเกิร์ล หรือหนักกว่านั้นก็ติดยา รวมกลุ่มก่ออาชญากรรม
ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของคนต่างชุมชน ต่างสภาพแวดล้อม ต่างความเป็นอยู่ จึงแตกต่างกัน
จำเป็นหรือไม่ที่เด็กทุกคนต้องรู้จักอินเทอร์เน็ตแท็บเล็ต จำเป็นหรือไม่ที่คนจะประสบความสำเร็จจะต้องเรียนในระบบ ต้องจบปริญญาตรีโทเอก
ผมไม่ได้คัดค้านการเรียนในระบบ แต่ไม่ได้ผูกขาดว่าจะต้องเป็นการเรียนในระบบเท่านั้น จึงจะประสบความสำเร็จในชีวิต การเรียนในระบบไม่ใช่คำตอบเดียวของความสำเร็จ
ผมเคยฟังฝรั่งที่เขามาใช้ชีวิตเป็นชาวไร่ชาวนาในบ้านเรา มีคนถามเขาว่าจะส่งลูกไปเรียนต่อต่างประเทศหรือไม่ เขาบอกว่าแล้วแต่ลูก และถ้าลูกไม่สนใจจะไปเรียนสูงๆ เพียงอ่านออกเขียนได้ มีความรู้พื้นฐานที่จะเลี้ยงตัวเองได้และอยากทำไร่ทำสวนต่อไป เขาก็พอใจ เพราะเขาเห็นว่า วิถีการดำรงชีวิตที่อยู่กับธรรมชาติ อยู่กับต้นไม้ ทำไร่ทำสวนเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตมนุษย์ หากลูกของเขาต้องการใช้ชีวิตอย่างเขา ทำไมเขาจะไม่พอใจ
สุดท้ายปลายทางของชีวิต คนเราต้องการอะไร นายธนาคาร เศรษฐี เมื่อใกล้เกษียณ ต่างหาบ้านพักต่างจังหวัด อยู่กับต้นไม้ ใช้ชีวิตเรียบง่ายในชนบทที่ไม่ต้องวุ่นวายกับการจราจรจลาจลในเมือง
แล้วทำไมเราต้องเดินอ้อม ต้องไปใช้ชีวิตในเมืองให้ทุกข์ยากลำบากเสียก่อน แล้วจึงกลับมาหาความสงบ ก็เมื่อมีความสงบอยู่ข้างหน้า ทำไมไม่ไขว่คว้าเอาไว้เลย ไปเดินทางอ้อมทำไม ทำไมต้องขายไร่ขายนาส่งลูกเรียนต่างประเทศเพียงเพื่อให้ทำงานในเมืองมีรายได้ดีๆ แล้วเก็บเงินกลับมาซื้อบ้านไร่บ้านสวนใช้ชีวิตในบั้นปลายชีวิต
ถ้ายอมรับว่าการใช้ชีวิตตามธรรมชาติ อยู่กับต้นไม้ ทำไร่ทำสวน เป็นชีวิตที่มีความสุข เมื่อมีโอกาสสามารถทำได้ตั้งแต่ยังเด็ก ทำไมไม่ดำรงชีพอย่างมีความสุขตลอดชีวิต
การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา จึงเป็นเรื่องที่ต้องฟังชุมชน หากชุมชนต้องการทันสมัย อยากให้ลูกเก่งแท็บเล็ตอินเทอร์เน็ต ยอมที่จะยุบโรงเรียนของชุมชนเพื่อไปเรียนที่ใหม่ ก็ต้องตามใจเพราะเป็นวิถีชีวิตของเขา แต่ต้องทำความเข้าใจกับชุมชนให้ดี
สำหรับเรื่องงบประมาณนั้น ภาครัฐคงอ้างไม่ได้ เพราะเป็นหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ หากครูไม่อยากอยู่ ก็ต้องเพิ่มเบี้ยกันดาร หรือต้องหาวิธีจูงใจให้คนอยากไปเป็นครูบ้านนอก ครูในชนบท
เมื่อกล้าที่จะแจกแท็บเล็ตให้นักเรียนในเมืองได้ ก็ต้องกล้าที่จะทุ่มงบประมาณลงไปในชนบทได้
หรือการแจกแท็บเล็ต ทำให้พรรคพวกร่ำรวยได้อย่างง่ายๆ แต่การจ้างครูบ้านนอกที่ไม่มีโอกาสชักเปอร์เซ็นต์







