
บาทแข็งน้ำมันแพง เรื่องของกองทุนฯ
หากค่าเงินบาทแข็งขึ้นปกติราคาสินค้านำเข้าจะถูกลงเมื่อคิดเป็นเงินบาท จึงเป็นที่สงสัยกันมากว่า ทำไมราคาขายปลีกน้ำมันจึงไม่ลดลง? เหตุผลมี 2 ส่วน
หากค่าเงินบาทแข็งขึ้นปกติราคาสินค้านำเข้าจะถูกลงเมื่อคิดเป็นเงินบาท จึงเป็นที่สงสัยกันมากว่า ทำไมราคาขายปลีกน้ำมันจึงไม่ลดลง? เหตุผลมี 2 ส่วน
ส่วนแรกขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันในตลาดโลก หากแพงขึ้นในอัตราที่สูงกว่าการแข็งค่าของเงินบาท ราคาน้ำมันในประเทศก็อาจจะปรับเพิ่มขึ้นบ้างเล็กน้อย แต่ถ้าราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงมากกว่าการแข็งตัวของเงินบาท ราคาน้ำมันในประเทศก็ควรจะลดมาก อนึ่ง น้ำมันเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่ซื้อขายกันข้ามพรมแดน ราคาจึงเคลื่อนไหวตามตลาดโลก ทำนองเดียวกับราคาทองที่หลายคนคุ้นเคยกัน
แต่ยังมีอีกส่วน คือ การเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ที่จะมีผลต่อราคาขายปลีก เช่นเดียวกับภาษีสรรพสามิตและการเก็บเงินเข้ากองทุนอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง และภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผันแปรตามราคา แต่ช่วงนี้รัฐบาลไม่ได้ปรับภาษี ปัจจัยหลักในช่วงนี้ก็คือการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน
ปัจจุบันกองทุนน้ำมันทำหน้าที่หลายอย่าง ตั้งแต่ลดความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก ไปจนถึงส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน และเป็นเครื่องมือในการตรึงราคาน้ำมัน ฝืนกลไกตลาดด้วยนโยบายบางอย่างของรัฐบาล เช่น การกดราคาดีเซลให้ต่ำกว่า 30 บาทต่อลิตร หรือการตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ให้แก่ภาคครัวเรือน
ตามหลักเศรษฐศาสตร์ หากให้ราคาสินค้าเป็นไปตามกลไกตลาด ผู้ใช้ก็จะปรับตัวรับต่อสภาพความเป็นจริง ทำให้เกิดการประหยัดและอุตสาหกรรมมีประสิทธิภาพในการแข่งขันอย่างแท้จริง เช่น ราคาน้ำมันแพง ประชาชนผู้ใช้รถก็มีแรงจูงใจที่จะประหยัด ใช้รถให้น้อยลง ใช้ Car Pool มากขึ้น (แทนที่จะนั่งคันละคนสองคน ก็ชวนเพื่อนๆ ที่จะไปทางเดียวกันมานั่งด้วยกันให้เต็มรถ) หรือหันไปใช้ระบบขนส่งมวลชนให้มากขึ้น เจ้าของรถบรรทุกก็จะพยายามวิ่งเฉพาะเมื่อมีสินค้าเต็มทั้งขาไปขากลับ หรือถ้ามองว่าราคาในระยะยาวราคาน้ำมันจะสูงขึ้นอีกนาน ก็อาจจะลงทุนซื้อรถยนต์ใหม่ที่สิ้นเปลืองน้ำมันน้อยลง เป็นต้น
เนื่องจากราคาตลาดในระยะสั้นมักมีความผันผวนสูง จึงมีการตั้งกองทุนน้ำมันขึ้นเพื่อช่วย “เกลี่ยราคา” ลดความผันผวนนี้ เพื่อให้ประชาชนและธุรกิจสามารถปรับตัวได้อย่างราบรื่น เวลาน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มขึ้นก็จะนำเงินจากกองทุนออกมาอุดหนุนไม่ให้ราคาขายปลีกขึ้นหรือขึ้นไม่มาก แต่เวลาน้ำมันในตลาดโลกลดลงก็เก็บเงินเข้ากองทุนเพื่อรักษาสถานะกองทุนให้มีเงินสะสมไว้ช่วยอุดหนุนเมื่อราคาขึ้นครั้งถัดไป แต่ถ้าไม่มีการเก็บเงินเข้ากองทุนเลยเวลาราคาน้ำมันลด หรือไม่ปล่อยให้ราคาขายปลีกขึ้นทั้งๆ ที่ราคาตลาดโลกขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะปานกลาง กองทุนก็จะติดลบเป็นหนี้มากขึ้นๆ
เมื่อราคาขายปลีกในระยะปานกลางและระยะยาวไม่สะท้อนราคาตลาด นอกจากจะทำให้การใช้ไม่มีประสิทธิภาพและไม่ประหยัดแล้ว ยังทำให้เสียเงินตราต่างประเทศ เพราะเราต้องนำเข้าน้ำมันดิบมากลั่นถึง 85% แล้วยังต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ของกองทุนอีกด้วย เช่น ในช่วงปี 2546-2548 ที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่รัฐบาลบริหารแบบประชานิยม นำเงินกองทุนมาตรึงราคาขายปลีกไว้ไม่ปล่อยให้ขึ้นตามที่ควร หวังลุ้นให้ราคาน้ำมันลดลงเอง จนกองทุนเป็นหนี้กว่า 80,000 ล้านบาท ประชาชนไม่รู้คุณค่าของน้ำมันก็ไม่ประหยัด ยิ่งเพิ่มเงินชดเชยจากกองทุนโดยไม่จำเป็น ในที่สุดผู้ใช้น้ำมันก็ต้องจ่ายเงินคืนกองทุนพร้อมดอกเบี้ย
ในช่วงวันที่ 2 ม.ค.-10 พ.ค. 2556 ค่าเงินบาทต่อเหรียญสหรัฐแข็งขึ้น 3.4% ในขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดจรสิงคโปร์ลดลง 67% แต่เนื่องจากมีการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพิ่มขึ้น 12 บาทต่อลิตร ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศจึงไม่ลดลงอย่างที่หลายคนคาดหวังไว้ สถานะกองทุนปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ ลบ 4,600 ล้านบาท เทียบกับระดับที่ควรรักษาไว้ให้เป็น บวก 10,000-15,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในยามที่ราคาตลาดโลกสูงขึ้น
โครงสร้างราคาน้ำมันของไทยถือว่ามีความโปร่งใสแต่อาจมีความซับซ้อนหลายอย่าง เช่น เรื่องของก๊าซ LPG และเชื้อเพลิงชีวภาพที่มาผสมเป็นแก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซล ตลอดจนระบบการชดเชยระหว่างผลิตภัณฑ์ของกองทุนน้ำมัน ซึ่งหากบริหารไม่รอบคอบอาจทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมได้ อะไรที่ไม่เป็นไปตามปัจจัยตลาดสามารถอธิบายได้ อยู่ที่ฝ่ายกำกับดูแลว่าจะสื่อสารออกมาแค่ไหน กรณีเบนซินแก๊สโซฮอล์ในตาราง ซึ่งราคาลดน้อยกว่าที่ควรจะเป็นเพราะราคาเอทานอลเพิ่มขึ้น
การเกลี่ยราคาในช่วงที่น้ำมันตลาดโลกแพงขึ้นระยะหนึ่ง โดยลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน จะทำให้ราคาขายปลีกขึ้นช้าแต่ก็ลงช้า จะปล่อยให้ขึ้นถึงระดับใดจึงจะปรับราคาขายปลีกเป็นเรื่องของการบริหารงานที่ต้องดำเนินการอย่างรับผิดชอบ เพื่อให้เศรษฐกิจเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างข้างบนเป็นการตรึงราคาที่นานมากเกินไปจนเกิดปัญหาและต้นทุนที่สูงขึ้นโดยไม่จำเป็น







