
มิชชั่นรัฐบาลยิ่งลักษณ์เร่งดันงบ"57กู้เงิน2ล้านล้าน
นัยหนึ่งของค่าเงินบาทแข็งค่าจะเป็นประเด็นร้อนทางเศรษฐกิจในเวลานี้ จนรัฐบาลต้องหาทางกดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
โดย...บากบั่น บุญเลิศเกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
นัยหนึ่งของค่าเงินบาทแข็งค่าจะเป็นประเด็นร้อนทางเศรษฐกิจในเวลานี้ จนรัฐบาลต้องหาทางกดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เร่งออกมาตรการมาดูแลนั้น มิได้จำกัดวงแคบผลกระทบแค่การส่งออกเท่านั้น
หากแต่การที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนยากแก่การควบคุม หากไม่มีมาตรการใดๆ ออกมาสกัดนั้น ย่อมหมายถึงอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยก็กระเทือน
และหาก ธปท.ดำเนินการลดดอกเบี้ยลงมาเพื่อดูแลค่าเงินบาทนั้น ก็ย่อมส่งอานิสงส์ต่อรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่น้อย
อย่างน้อยต้นทุนทางการเงินที่รัฐบาลปักธงไว้ว่าจะโหมกู้เงินก้อนใหญ่ก็จะมีต้นทางการเงินที่ถูกลงตามกลไกการส่งผ่านของดอกเบี้ยนโยบาย
ดังนั้น รัฐบาลจึงระดมสรรพกำลังในแทบทุกทางเพื่อกดดันให้ ธปท.ลดดอกเบี้ยลงมา
แม้จะรู้แก่ใจว่า การลดดอกเบี้ยลงมาเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมาตามที่คาดหมายเท่าใดนัก หากไม่มีมาตรการอื่นมาเสริม
แต่ภาระจากการลดดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องแบกรับในอนาคตคือเชือกที่รัดคออยู่
เนื่องเพราะในระยะอันใกล้นี้ รัฐบาลมีภาระในการกู้เงินชุดแรก 3.5 แสนล้านบาท มาลงทุนระบบน้ำทั่วไทยที่กำลังเปิดซองประกวดราคา และตามเงื่อนไขของข้อกฎหมายนั้นรัฐบาลเจอเงื่อนตายว่าต้องกู้เงินให้หมดสิ้นภายในวันที่ 30 มิ.ย.นี้
นี่ไม่นับภาระการกู้ยืมเงินมาใช้ในโครงการรับจำนำข้าวไม่ทุกเมล็ดปีละร่วม 3 แสนล้านบาท
เงินกู้แค่ 2 ก้อนนี้ ถ้าดอกเบี้ยลดลงแค่ 0.25% หมายถึงภาระของรัฐบาลลดลงปีละ 1,700 ล้านบาท
เงินจำนวนดังกล่าวอาจเป็นเพียงแค่น้ำจิ้ม!
เมื่อเทียบกับภารกิจสำคัญที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังขับเคลื่อนออกมาในห้วงปลายเดือน พ.ค.นี้ นั่นคือ การเปิดสภาเพื่อพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 วงเงินร่วม 2.52 ล้านล้านบาท และขาดดุลประมาณ 3 แสนล้านบาท
พ่วงท้ายลากเข้ามาติดๆ กันด้วย พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินมาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานวงเงินไม่เกิน 2 ล้านล้านบาท ภายใน 7 ปี
หากรัฐบาลทำได้สำเร็จ ก็เป็นการการันตีว่า รัฐบาลมีเงินก้อนใหญ่ถึง 4.525 ล้านล้านบาท เพื่อจับจ่ายใช้สอยใน 7 ปี แบบหนังม้วนเดียวจบ
ทั้งหมดยังไม่รวมกับ พ.ร.ก.เงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท ที่ยังเหลือเงินที่ไม่ได้ใช้อีก 3.4 แสนล้านบาท ทำให้รัฐบาลมีเงินในมือที่จะใช้รวมกันเกือบ 5 ล้านล้านบาท
โดยล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ 29 พ.ค. 2556 ซึ่งจะประเดิมด้วยการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2557
สำหรับการพิจารณางบประมาณปี 2557 มีการประเมินกันว่า รัฐบาลจะผลักดันผ่านไปไม่ได้ยากเย็นมากนัก แต่ก็หนีไม่พ้นที่ฝ่ายค้านจะใช้เวทีนี้สับรัฐบาลเรื่องการบริหารเศรษฐกิจที่ล้มเหลว
โดยงบประมาณปี 2557 แม้ว่าจะมีการขาดดุลลดลงเหลือ 2.5 แสนล้านบาท จากปีก่อนหน้า 3 แสนล้านบาท แต่การขาดดุลที่แท้จริงก็ถูกไปโยกใส่ไว้ใน พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท แทน
นอกจากนี้ ไส้ในของ พ.ร.บ.งบประมาณปรากฏว่ามีเงินจำนวนไม่น้อยใช้ไปเพื่อการโปะโครงการประชานิยมของรัฐบาลที่ดำเนินการอย่างหนักมือในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นโครงการรับจำนำ โครงการรถคันแรก หรือจะเป็นโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เป็นต้น
ซึ่งการพิจารณางบประมาณรายจ่ายปี 2557 ถือเป็นการเตรียมพร้อมในการผลักดันร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ในวาระ 2 ที่ก่อนหน้านี้ผ่านสภาวาระแรกมาแล้ว และเดินหน้าตีคู่มากับการพิจารณางบปี 2557 โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาของชั้นกรรมาธิการ
พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ถือเป็นวาระสำคัญของรัฐบาลที่ต้องเดินหน้าผลักดันออกมาให้ได้ แม้ว่าจะมีอุปสรรคอย่างมากก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านที่ไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่าเป็นการกู้เงินเป็นภาระของประเทศถึง 50 ปี โดยที่เงินใช้ไปไม่คุ้มค่า และการลงทุนดังกล่าวรัฐบาลสามารถดำเนินการในงบลงทุนในงบประมาณปกติของแต่ละปีได้
ที่สำคัญ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ยังเป็นเหมือนการตีเช็คเปล่าให้รัฐบาลนำเงินไปใช้จ่าย โดยขาดกระบวนการตรวจสอบที่ไม่โปร่งใส เหมือนกับใช้งบลงทุนในงบประมาณปกติ เพราะจะมีการยกเว้นการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีการปกติออกไป
ขณะที่นักวิชาการจำนวนมากก็ไม่เห็นด้วยกับการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพราะพบว่าโครงการส่วนใหญ่ยังไม่มีการศึกษาความเป็นไปได้ และโครงการที่ศึกษาแล้วก็มีหลายโครงการก็พบว่าไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูง 4 เส้นทางที่สร้างแบบครึ่งๆ กลางๆ แต่ต้องใช้เงินถึง 9 แสนล้านบาท ภายใต้คำถามว่า ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องมีรถไฟความเร็วสูงหรือไม่ เพราะขนาดประเทศในยุโรปที่มีฐานะดีความเป็นอยู่ดีก็ใช่ว่าจะมีรถไฟความเร็วสูงใช้ทุกประเทศไป
นอกจากนี้ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เสี่ยงที่จะถูกใบเหลืองเตือนการทุจริตจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ก่อนหน้านี้ได้เคยเตือนรัฐบาลในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล และล่าสุดจะออกหนังสือเตือนเรื่องการดำเนินการประมูลโครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ว่ามีช่องรูรั่วทำให้เกิดความไม่ชอบมาพากล
ส่งผลให้การกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท อยู่ในฐานะลำบากไม่น้อยที่รัฐบาลผลักดันออกมาสำเร็จ เพราะแม้ว่าผ่านการพิจารณาจากสภาไปได้ ก็ยังต้องเจอด้านศาลรัฐธรรมนูญ ที่ทั้งฝ่ายค้าน และ สว.บางส่วนประกาศชัดเจนว่าจะส่งให้ศาลตีความทันทีที่ผ่านการพิจารณาจากสภา
เมื่อเป็นเช่นนี้ การผลักดันร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2557 และ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท จึงเป็นภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาลเหนือเรื่องอื่นๆ ทั้งหมด แม้กระทั่งการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายนิรโทษกรรม ก็ยังมีความเร่งด่วนน้อยกว่า
เหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะในทางการเมืองถือว่ากระสุนมีความสำคัญมากกว่าเรื่องอื่นได้ การมีเสบียงกำลังสะสมไว้มากๆ การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองก็ง่ายขึ้น เพราะมีเสบียงผลประโยชน์จากเงินของประเทศไปจัดสรรแบ่งปันให้นายทุนและไพร่พลของรัฐบาลได้อย่างเต็มมือ
ดังนั้น ในการเปิดสภา การผลักดันร่างกฎหมายการเงินทั้งสองตัวจะต้องปิดเกมให้เสร็จภายใน 23 เดือน หลังจากนั้นถึงจะเป็นกฎหมายอื่นที่เป็นประเด็นร้อนแตกหักต่อไป
มีการประเมินกันว่า หลังรัฐบาลผลักดัน พ.ร.บ.งบประมาณปี 2557 และการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ได้สำเร็จ ก็ประจวบเหมาะกับการโยกย้ายข้าราชการประจำปี ซึ่งรัฐบาลจะมีการกระชับกำลังในส่วนนี้อีกครั้งก่อนที่จะมีการเดินหน้าแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายนิรโทษกรรม
โรดแมปที่รัฐบาลวางไว้ มีการประเมินออกมาชัดเจนว่า การผลักดันกฎหมายทางการเมืองทั้งสองฉบับ เสี่ยงมีการเผชิญหน้ารุนแรง ซึ่งถึงที่สุดรัฐบาลอาจจะเปิดไพ่ตายใบสุดท้ายโดยการยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยไม่ต้องคิดมาก เพราะกฎหมายทางการเงินที่เป็นทุนเสบียงของรัฐบาลได้ผ่านความเห็นชอบไปแล้ว
การที่มีทุนเตรียมไว้พร้อมการกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งไม่ใช่เรื่องยาก แต่หากว่าทุนเสบียงที่ตั้งเป้าไว้มีอุปสรรค รัฐบาลก็พยายามหลีกเลี่ยงประเด็นแตกหักทางการเมือง เพราะคิดแล้วไม่คุ้มล้มกระดานยุบสภาโดยที่ไม่มีกระสุนอยู่ในมือ
ย่อมเป็นการขาดทุนอย่างมหันต์ในทางการเมือง
เมื่อเป็นเช่นนี้การเดินหน้าผลักดัน พ.ร.บ.งบประมาณ และ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท จึงอยู่ในสภาพเดินหน้าเกียร์ห้าไม่มีเกียร์ถอย แม้ว่ารูปแบบการใช้เงินของประเทศทั้งสองก้อนจะตกอยู่ในสภาพสุกเอาเผากิน
คนที่ได้ประโยชน์คือนักการเมืองที่ผลักดันกฎหมายแบบไม่สนใจความเหมาะสมถูกต้อง
ขณะที่ประเทศก็เสียประโยชน์จากการใช้เงินของประเทศไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ มีการรั่วไหลแทบทุกช่องทาง







