posttoday
ดันค้าเสรีพหุภาคี/ลดกีดกันโจทย์หินรับ ผอ.ค้าโลกคนใหม่

ดันค้าเสรีพหุภาคี/ลดกีดกันโจทย์หินรับ ผอ.ค้าโลกคนใหม่

09 พฤษภาคม 2556

เป็นที่รู้กันแล้วว่าในที่สุดตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) คนใหม่ที่จะขึ้นต่อจาก ปาสคาล รามี

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

เป็นที่รู้กันแล้วว่าในที่สุดตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) คนใหม่ที่จะขึ้นต่อจาก ปาสคาล รามี ชาวฝรั่งเศส ในเดือน ก.ย.นี้ ก็คือ โรแบร์โต อาเซเวโด จากประเทศบราซิล ซึ่งในอดีตเคยรั้งตำแหน่งสำคัญๆ ทางการค้าระดับโลกมาแล้วนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็น เอกอัคราชทูตประจำดับเบิลยูทีโอของบราซิลในปี 2008 ขณะที่ก่อนหน้านั้นก็มีบทบาทสำคัญในการเป็นหัวหน้าเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางการค้าให้กับประเทศตนเองบนเวทีดับเบิลยูทีโอมาแล้ว

ถึงแม้ว่าที่ผู้อำนวยการดับเบิลยูทีโอคนใหม่จากบราซิลที่พกดีกรีความสามารถทางการทูตและการเจรจาที่เป็นเลิศจะช่วยสร้างความหวังใหม่ๆ มาสู่องค์การดับเบิลยูทีโอ แต่ต้องยอมรับตามตรงว่าภารกิจที่รออยู่เบื้องหน้าของผู้อำนวยการคนใหม่นั้นต้องบอกเลยว่าหนักหนาสาหัสเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการผลักดันและดึงให้ทั่วโลกหันกลับมาสนใจและให้ความสำคัญกับการผลักดันกรอบการเจรจาการค้าเสรีแบบพหุภาคีรอบโดฮาให้สำเร็จลุล่วง หลังจากที่สะดุดมากว่า 10 ปี

เนื่องจากเกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มประเทศกำลังพัฒนากับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วในประเด็นด้านการอุดหนุนสินค้าเกษตรและ การลดภาษีสินค้าอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ จากความล้มเหลวของการเจรจากรอบโดฮาที่ยืดเยื้อติดต่อกันมานานกว่า 10 ปี ซึ่งแม้กระทั่ง ปาสคาล ลามี เองก็ยอมรับในปี 2011 ว่าการเจรจาเพื่อผลักดันโลกให้ก้าวไปสู่ยุคการค้าเสรีแบบเต็มตัวได้มาถึงทางตันแล้ว ได้ส่งผลทำให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกหันมาจับกลุ่มเจรจากรอบการค้าเสรีขึ้นมาเอง ดังเห็นได้จากการเกิดกรอบการเจรจาการค้าตามโซนภูมิภาคต่างๆ ที่ผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด ในระยะ 34 ปี หลังที่ผ่านมา

ไล่เรียงไปตั้งแต่ (1) กรอบความตกลงหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (ทีพีพี) ที่มีสหรัฐและกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิกอีก 10 ประเทศเข้าร่วม โดยล่าสุดญี่ปุ่นก็พึ่งกระโดดเข้าร่วมด้วย (2) กรอบการเจรจาการค้าเสรีสหรัฐกับสหภาพยุโรป (อียู) ที่จะเริ่มต้นการเจรจาอย่างเป็นการในเดือน มิ.ย.นี้ (3) กรอบการเจรจาการค้าเสรีญี่ปุ่นกับสหภาพยุโรป (อียู) (4) ข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระหว่างภูมิภาค (อาร์เซป) หรือที่เคยรู้จักกันในนามของอาเซียน +6 ที่เป็นการรวมเอาสมาชิกภูมิภาคอาเซียน 10 ประเทศ พร้อมด้วยจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เข้าไว้ด้วยกัน (อาร์เซป) ที่จะเริ่มต้นการเจรจาในเดือน พ.ค.นี้

ทั้งนี้ การที่หลายชาติหันไปจัดกลุ่มเจรจากรอบการค้าเสรีขึ้นเองถือเป็นภัยอันตรายต่อกระบวนการการผลักดันการค้าเสรีของโลก ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์หลักขององค์การการค้าโลก เพราะการมีกรอบการเจรจาที่หลากหลาย ซับซ้อน และมีเงื่อนไขข้อกำหนดที่ต่างกัน กำลังจะกลายเป็นอุปสรรคต่อความร่วมมือทางการค้าระดับโลกให้เกิดได้ยากมากขึ้นไปอีก

หรือกล่าวได้ว่า โลกกำลังก้าวเดินถอยหลังไปสู่ในยุคก่อนที่จะมีกรอบเวทีการตกลงของดับเบิลยูทีโอ ที่ต่างฝ่ายต่างเจรจากรอบการค้ากันขึ้นมาเอง

นอกจากนี้ ก็ยังมีความเสี่ยงอีกว่า หากดับเบิลยูทีโอปล่อยให้การเดินหน้าเจรจาของกลุ่มชาติมหาอำนาจ โดยเฉพาะกรอบทีพีพี และสหรัฐอียู ประสบความสำเร็จขึ้นมา ก็อาจนำไปสู่การผูกขาดทิศทางการกำหนดมาตรฐาน และข้อกำหนดทางการค้าของโลกเอาไว้ในกำมือของเหล่าชาติมหาอำนาจอีกด้วย ในขณะที่การต่อรองในดับเบิลยูทีโอ ที่แต่ละชาติมี 1 คะแนนเสียงโหวตเท่ากันก็จะหมดความหมายลง

เพราะกลุ่มชาติมหาอำนาจเหล่านี้ก็จะใช้กรอบการเจรจาของตนที่ประสบความสำเร็จแล้วมาใช้เป็นบรรทัดฐานของการผลักดันการเจรจาเข้าสู่ดับเบิลยูทีโอในอนาคต และบีบให้ประเทศอื่นๆ ยอมรับ ซึ่งนี่ถือเป็นการกระทบต่อผลประโยชน์ของบรรดาประเทศกำลังพัฒนาโดยตรง เนื่องจากด้วยการกำหนดมาตรฐานทางการค้าที่สูงลิ่ว โดยเฉพาะด้านการปกป้องทรัพย์สินทางปัญหา สิ่งแวดล้อม และสวัสดิการแรงงาน จะทำให้ประเทศกำลังพัฒนาปฏิบัติตามได้ยาก และเป็นฝ่ายเสียเปรียบในการทำการค้าในอนาคต

ดังนั้น จึงเป็นภาระของผู้อำนวยการดับเบิลยูทีโอคนใหม่ชาวบราซิล ที่จะต้องทุ่มเทแรงกาย แรงใจ และความคิดเพื่อดึงและนำพากรอบการค้าแบบพหุภาคีของ 159 ประเทศสมาชิกกลับมาอยู่ในความสนใจให้ได้

“ดับเบิลยูทีโอไม่สามารถรอและปล่อยให้การเจรจาเอฟทีเอของชาติต่างๆ ที่มีขึ้นตามภูมิภาคต่างๆ เดินหน้าไปถึงจุดความสำเร็จได้ และนำไปสู่การผูกขาดระบบการค้าโลกมาไว้ในกำมือ ฉะนั้นองค์กรแห่งนี้จึงต้องเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินการใหม่ๆ” จักดิส ปักวาติ ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย แห่งนครนิวยอร์ก กล่าว พร้อมฟันธงอีกว่า การเจรจาเอฟทีเอตามภูมิภาคต่างๆ กำลังเป็นตัวบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของดับเบิลยูทีโอลง

นอกจากนี้ ความท้าทายอีกหนึ่งประการที่ อาเซเวโด ผู้อำนวยการองค์การดับเบิลยูทีโอคนใหม่จะต้องเร่งสะสางโดยด่วนก็คือ การจัดการกับปัญหาการปกป้องและกีดกันทางการค้าที่ดูเหมือนว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกขณะ โดยในปีนี้ดับเบิลยูทีโอคาดว่าการขยายตัวของการค้าทั่วโลกจะโตลดลงมาเหลือที่ 3.3% จากเดิม 4.5% ขณะที่ปีที่แล้วขยายตัวได้แค่ 2% ซึ่งถือเป็นอัตราการขยายตัวที่น้อยที่สุดนับตั้งแต่เริ่มจัดทำรายงานในปี 1981 หรือเมื่อ 32 ปีก่อน

สาเหตุที่ทำให้การขยายตัวของการกีดกันทางการค้าที่สูงขึ้นก็คือ การที่เศรษฐกิจโลกยังไม่สามารถสลัดพ้นจากภาวะวิกฤตได้ โดยเฉพาะจากฟากยูโรโซน ก็ส่งผลให้หลายประเทศทั่วโลกหันมาใช้มาตรการปกป้องตลาดภายในมากขึ้น เพื่อหวังกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจตนเอง

“ภัยจากแนวโน้มการใช้มาตรการปกป้องตลาดภายในอาจจะรุนแรงขึ้นกว่าทุกครั้ง โดยเฉพาะนับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2008 นอกจากนี้การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของหลายประเทศก็เป็นไปอย่างน่าผิดหวัง” ปาสคาล ลามี ผู้อำนวยการองค์การการค้าโลกคนปัจจุบัน ซึ่งกำลังจะก้าวลงจากตำแหน่งในเดือน ส.ค.นี้ กล่าว

ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่น่าจับตามองว่า อาเซเวโด ผู้อำนวยการดับเบิลยูทีโอคนใหม่ จะเข้ามาแบกรับและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเหล่านี้อย่างไร ซึ่งนี่จะถือเป็นภารกิจที่เรียกว่าโหดหิน และท้าทายบทบาทขององค์กรดังกล่าวอย่างมากว่ายังมีความสำคัญบนเวทีการค้าเศรษฐกิจโลกต่อไปหรือไม่

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย