
รัฐเมินม็อบสะท้อน เหลื่อมล้ำ
สัญญาณไฟเขียวจากนายกรัฐมนตรี กลายเป็นเสมือนใบเบิกทางให้การชุมนุมของกลุ่มวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
สัญญาณไฟเขียวจากนายกรัฐมนตรี กลายเป็นเสมือนใบเบิกทางให้การชุมนุมของกลุ่มวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กวป.) ขยับยกระดับจากการปักหลักหน้าศาลรัฐธรรมนูญ มาเป็นการชุมนุมใหญ่เคลื่อนไหวถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าการชุมนุมของกลุ่ม กวป. น่าจะเกินเลย “สิทธิ” ในการชุมนุมอย่างสงบ จนทำให้ศาลรัฐธรรมนูญต้องแจ้งความต่อกองปราบฯ เอาผิด 4 แกนนำม็อบ ที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายหมิ่นประมาทตุลาการ ทำให้เสียชื่อเสียง
อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของกลุ่ม กวป. ดูจะสอดรับไปกับการประกาศจุดยืนของเพื่อไทย เปิดศึกไม่รับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีมติรับคำร้องที่มีผู้ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราในฉบับที่แก้ไขมาตรา 68 และยืนยันจะไม่ส่งคำชี้แจงไปยังศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมล่ารายชื่อยื่นถอดถอนอีกทางหนึ่ง
แต่ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง การชุมนุมของเครือข่ายขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือพีมูฟ ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่วันที่ 6 พ.ค.ที่ผ่านมา พร้อมขีดเส้น 3 วัน ให้รัฐบาลเร่งรัดแก้ปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน กลับไม่ได้รับการเหลียวแล มีเพียงแค่ “สุพร อัตถาวงศ์” รองเลขาธิการนายกฯ มาเป็นผู้ประสานงาน
ยิ่งตอกย้ำเป้าหมายของรัฐบาลที่มุ่งเดินหน้าเคลียร์ปัญหาการเมือง ทั้งเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ นิรโทษกรรม มากกว่าปัญหาเชิงโครงสร้างลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม
ทั้งที่ กลุ่มพีมูฟถือเป็นตัวแทนจาก “รากหญ้า” ทั่วประเทศ อันประกอบไปด้วย เครือข่ายสลัมสี่ภาค สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.) สมัชชาคนจนกรณีเขื่อนปากมูล (สคจ.) เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.) เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด (คปบ.) สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) เครือข่ายเกษตรพันธสัญญา เครือข่ายสิทธิสถานะบุคคล และกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าชีวมวล
และน่าจะเรียกได้ว่าเป็นฐานเสียงสำคัญของรัฐบาลเพื่อไทย แต่กลับถูกเพิกเฉย ไม่ได้เอาใจใส่ช่วยเหลือแก้ปัญหาความเดือดร้อนในเรื่องที่ดินที่ทำกิน ทั้งที่ถือเป็นพันธสัญญาของรัฐบาล ที่เป็นนโยบายซึ่งแถลงไว้ต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2554
โดยระบุชัดเจนในหัวข้อนโยบายที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ ทรัพยากรทางทะเล สร้างความเป็นธรรมและลดความ “เหลื่อมล้ำ” ในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ
แต่จนถึงวันนี้นโยบายที่จะลดความเหลื่อมล้ำในเชิงโครงสร้างอย่างการจัดการการถือครองที่ดิน คลี่คลายข้อพิพาทในเรื่องที่ดิน กลับไม่คืบหน้าไปถึงไหน จนถูกตั้งข้อสังเกตว่าไม่อยากที่จะไปสานต่อสารพัดโครงการที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ได้เริ่มต้นเอาไว้
ส่องดูปัญหาของกลุ่มพีมูฟสะท้อนออกมา จะพบว่าเป็นเรื่องของโฉนดชุมชน ซึ่งมีปัญหาถูกจับกุมจากหน่วยงานของรัฐในหลายพื้นที่ เมื่อที่ดินชุมชนไปทับซ้อนกับที่ของรัฐ และยังมีปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย สาธารณูปโภค ผลกระทบจากโรงไฟฟ้า เขื่อน ปัญหาชาติพันธุ์
ยิ่งหากดูข้อเรียกร้องของกลุ่มพีมูฟนั้น ถือว่าไม่ใช่เรื่องยากเย็นนัก ทั้งจัดตั้งกองทุนธนาคารที่ดินเพื่อการเกษตร ออก พ.ร.บ.โฉนดชุมชน แทนระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี รองรับพื้นที่ขอจัดทำโฉนดชุมชนเพื่อเป็นหลักประกันในความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและการถือครองที่ดินให้เกษตรกร
ไม่แปลกที่ประชาธิปัตย์จะออกมาช่วยขย่มซ้ำ เมื่อข้อเรียกร้องหลายเรื่องเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นนโยบายประชาธิปัตย์ที่ถูกดองไว้ไม่ยอมสานต่อเมื่อเปลี่ยนรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นโฉนดชุมชนที่เริ่มต้นไปแล้ว 2 แห่ง เหลืออีก 55 แห่ง ธนาคารที่ดินที่ยังไม่มีการตั้งผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นมาทำหน้าที่จนเรื่องค้างมา 2 ปี
ยังไม่รวมกับภาษีที่ดิน สิ่งก่อสร้าง ภาษีมรดก ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการลดการสะสมถือครองที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่กลับไม่มีวี่แววว่าจะขยับเดินหน้า
นโยบายรัฐบาลเพื่อไทยที่จับต้องได้เวลานี้จึงยังอยู่ในกรอบเรื่องกองทุน ทั้งกองทุนหมู่บ้าน กองทุนสตรี แม้จะเป็นหนึ่งในการเปิดช่องทางเข้าถึงแหล่งทุน แต่ก็อยากจะฝากความหวังเรื่องประสิทธิภาพ ความสำเร็จ และความยั่งยืน
อย่าว่าแต่ปัญหาในเชิงโครงสร้าง ขนาดแค่ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเรื่องราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ที่กลุ่มเกษตรกรบุกขึ้นมาเรียกร้องให้นายกฯ แก้ไข แต่ก็ไม่มีความคืบหน้า โดยเฉพาะยางพาราและปาล์มน้ำมัน แม้จะมีการทุ่มงบประมาณก้อนใหญ่ไปแทรกแซง แต่ก็ยังไร้ผล
ปรากฏการณ์ม็อบหน้าทำเนียบฯ เวลานี้ จึงน่าจะเป็นเพียงแค่หนังตัวอย่างที่คงจะมีเพิ่มขึ้นและต่อเนื่องเรื่อยๆ ตราบใดที่รัฐบาลยังไม่หันมาสนใจแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเฉพาะหน้าและเชิงโครงสร้างในระยะยาว







