
"อุ๋ย" กางดอกเบี้ยอาเซียนไทยต่ำสุดในภูมิภาค
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง บรรยายให้สมาชิกคณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน (กกร.) เกี่ยวกับสถานการณ์ค่าเงินบาท ว่าความจริงที่ถูกที่สุดในตอนนี้ คือมีแรงกดดันทำให้ค่าเงินในเอเชียแข็งค่า เพราะเศรษฐกิจเอเชียมีแนวโน้มดีขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจของสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น มีแนวโน้มที่แย่ลงและมีการอัดฉีดสภาพคล่องกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้เงินไหลเข้ามาในภูมิภาคนี้จำนวนมาก
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง บรรยายให้สมาชิกคณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน (กกร.) เกี่ยวกับสถานการณ์ค่าเงินบาท ว่าความจริงที่ถูกที่สุดในตอนนี้ คือมีแรงกดดันทำให้ค่าเงินในเอเชียแข็งค่า เพราะเศรษฐกิจเอเชียมีแนวโน้มดีขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจของสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น มีแนวโน้มที่แย่ลงและมีการอัดฉีดสภาพคล่องกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้เงินไหลเข้ามาในภูมิภาคนี้จำนวนมาก
ทั้งนี้ ต้องทำความเข้าใจและยอมรับว่าเงินบาทต้องแข็งค่า แต่โจทย์สำคัญ คือ ทำอย่างไรไม่ให้แข็งค่ากว่าเพื่อนบ้านในภูมิภาค ต้องมีการแทรกแซงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่ง ธปท.สามารถจูงไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งค่ามากได้
สมัยตอนที่ผมเป็นผู้ว่าการ ธปท. สามารถจูงให้เงินบาทอยู่ระดับ 44 บาทต่อเหรียญสหรัฐ มาพลาดตอนปี 2549 ปล่อยให้แข็งค่าจาก 39 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เป็น 37 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เพราะมีนักเศรษฐศาสตร์บางคนไปแนะนำกระทรวงการคลัง ว่า การที่ ธปท.เข้าแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนโดยการออกพันธบัตรมาดูดซับสภาพคล่องทำให้เกิดการขาดทุนและเป็นภาระการคลัง
ส่งผลให้ตอนนั้น ผมขอออกพันธบัตรดูดซับสภาพคล่องจากคลัง 4.5 แสนล้านบาท แต่คลังอนุมัติให้ 2 แสนล้านบาท ทำให้แทรกแซงได้แบบครึ่งๆ กลางๆ ส่งผลให้การดูแลค่าเงินทำไม่ได้ดี
เพราะฉะนั้น ธปท. จะต้องค่อยๆ จูงค่าเงิน ถ้ามีการกระโดดถึง 2 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วง 2 เดือน ก็ถือว่าเป็นเรื่องไม่ดี
มาถึงค่าเงินบาทแข็งปัจจุบัน ต้องดูว่าพลาดตรงไหน โดยในช่วงเดือน ก.ย. 2553-ธ.ค. 2554 ค่าเงินสหรัฐแข็งค่าขึ้น ทำให้ค่าเงินไทยอ่อนค่าลง ส่วนหนึ่งมาจากเจอน้ำท่วมใหญ่ด้วย จากนั้นปลายปี 2554 ถึงปลายปี 2555 ค่าเงินสหรัฐอ่อนค่าลง ทำให้เงินในภูมิภาคแข็งค่าขึ้น เงินบาทไทยแข็งค่าขึ้น 3% เงินสิงคโปร์แข็งค่าขึ้น 6% เงินหยวนจีนแข็งค่าขึ้น 6% กว่า ทำให้ปีที่ผ่านมาไทยไม่มีปัญหามากนัก
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนมองว่าค่าเงินสกุลอื่นแข็งค่ามากกว่าเงินบาท โดยในช่วงเดือน ธ.ค. 2555 ค่าเงินบาทอยู่ที่ 30.61 บาทต่อเหรียญสหรัฐ นักค้าเงินจึงรู้ว่าค่าเงินของไทยมีโอกาสที่จะแข็งค่ากว่าสกุลอื่น จึงแห่นำเงินเข้ามาลงทุนในช่วงเดือน ม.ค. 2556 ทำให้มีเงินทุนไหลเข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยที่ไม่มีการแทรกแซงจาก ธปท.
ถามว่าอัตราดอกเบี้ยมีส่วนทำให้เงินบาทแข็งค่ามากน้อยเพียงไร ก็ต้องพิจารณาว่าตอนนี้ดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ 2.75% มาเลเซีย 3% ฟิลิปปินส์ 3.75% เกาหลี 2.75% และอินโดนีเซีย 5.75% หากดอกเบี้ยมีส่วนทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้นจริง คงต้องเห็นค่าเงินของอินโดนีเซียแข็งกว่าไทยมาก
เมื่อดูผลกำไรที่นักลงทุนจะได้จากดอกเบี้ยของไทยมีเพียง 2.75% จากการลงทุนในพันธบัตรเทียบกับผลกำไรค่าเงินที่แข็งค่าขึ้น ยกตัวอย่างถ้าค่าเงินบาทในรอบ 3 เดือน จาก 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ไปอยู่ที่ 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เท่ากับแข็งค่าขึ้น 3.33% เท่ากับหนึ่งปีเงินบาทแข็งค่าขึ้น 13% รวมกับดอกเบี้ย 2.75% นักลงทุนจะได้ผลกำไรถึง 15% เพราะฉะนั้นนักลงทุนจะดูจังหวะค่าเงินขึ้นแล้วเข้ามา
เมื่อดูสัดส่วนนักลงทุนต่างประเทศในพันธบัตร ในประเทศมาเลเซียอยู่ที่ 40% อินโดนีเซีย 30% ทางการอินโดนีเซียจึงออกมาตรการคุมเงินระยะสั้นต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในพันธบัตร
ตอนนี้ที่น่าเป็นห่วง คือ ภาคอสังหาริมทรัพย์ แม้ไม่ร้ายเหมือนปี 2540 แต่พบว่าใกล้มีปัญหาแล้ว ดูจากตัวเลขของสมาคมอสังหาริมทรัพย์ ยอดเปิดตัวคอนโดมิเนียมในช่วง 3 เดือนแรกของปีเพิ่มขึ้น 38% บ้านเดี่ยวเพิ่มขึ้น 70% เหตุผลที่ไม่วิกฤตเหมือนปี 2540 เพราะธนาคารพาณิชย์มีความระวังในการปล่อยสินเชื่อ แต่ตอนนี้ก็ใกล้เจ็บตัวแล้วเหมือนกัน
ดังนั้น การที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ประชุมเมื่อเดือน ม.ค. 2556 ไม่ลดดอกเบี้ยเป็นเรื่องที่ถูกที่สุด เพราะภาคอสังหาริมทรัพย์ไม่ชัด มีการขยายตัวสูง ขณะที่เงินเฟ้อก็สูง
แต่ตอนนี้เงินเฟ้อต่ำ ทำให้เรื่องดอกเบี้ยมีสิ่งที่ต้องพิจารณาหลายประเด็น แต่มีผลต่อเงินทุนไหลเข้าน้อยที่สุด
ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เห็นว่าคลังและ ธปท. จะใช้มาตรการดูแลค่าเงินบาทแบบผสมผสาน การที่ทั้งสองหน่วยงานมีท่าทีตกลงกันได้ ทำให้เกิดความสบายใจว่ามาตรการที่ออกมาจะดับฝันนักค้าเงินได้
ตอนนี้ก็เห็นว่าการไหลเข้าของเงินในเดือน เม.ย. ไม่แรงเท่าเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า ธปท. ดูแลจริงไม่ให้พลาด โดยตอนที่ค่าเงินบาทอยู่ที่ 28.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ผู้ว่าการ ธปท. ออกมาบอกว่า บาทแข็งค่าเกินกว่าพื้นฐานมากเกินไป ก็มีผลทำให้ค่าเงินอ่อนลง







