
ไม่เปลี่ยน
การที่มีคนพร้อมใจไปเข้าคิวเลือกตั้งกันตั้งแต่ยังไม่เปิดคูหานั้น อาจเป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ยากแล้วในสมัยนี้ที่คนส่วนใหญ่เริ่มเหนื่อยหน่ายหรือเสื่อมศรัทธาการเมือง
การที่มีคนพร้อมใจไปเข้าคิวเลือกตั้งกันตั้งแต่ยังไม่เปิดคูหานั้น อาจเป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ยากแล้วในสมัยนี้ที่คนส่วนใหญ่เริ่มเหนื่อยหน่ายหรือเสื่อมศรัทธาการเมือง
แต่ถึงอย่างนั้น คนมาเลย์ก็แห่ไปเลือกตั้งกันตั้งแต่เช้ามืด ผ่านไป 4 ชั่วโมงแรก มีผู้ใช้สิทธิแล้วถึงเกือบ 60% หรือเกือบ 8 ล้านคน จากผู้มีสิทธิทั้งหมด 13.3 ล้านคน
ใช่ค่ะ คนมาเลย์กำลัง “ตื่นเต้น” กับการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นโอกาสเดียวในรอบ 56 ปี นับตั้งแต่มีการเลือกตั้ง ที่พรรคร่วมฝ่ายค้านอาจคว่ำพรรคร่วมรัฐบาลที่ชนะมาทุกครั้งได้ และชัยชนะครั้งนี้ก็จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างที่คนมาเลย์ไม่เคยเห็นมาก่อน
หากพรรคร่วมฝ่ายค้านชนะ จะเกิดการยกเครื่องนโยบายภูมิบุตรที่เอื้อประโยชน์ต่อคนเชื้อสายมาเลย์ ผลประโยชน์จะถูกปรับไปอยู่ในมือคนจีนและอินเดียมากขึ้น และจะมีการกวาดล้างคอร์รัปชั่นครั้งใหญ่
แต่แม้ว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะชนะ งานนี้ก็หนีไม่พ้นการปรับใหญ่เช่นกัน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น และการดึงคนรุ่นใหม่ๆ เข้ามาปรับโฉมการเมืองให้มากขึ้น
ทว่า สิ่งหนึ่งที่ดูจะอยู่ยั้งยืนยงไม่เปลี่ยนง่ายๆ ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นรัฐบาล ก็คือ “นโยบายประชานิยม”
การหาเสียงเน้นที่ความเปลี่ยนแปลงนั้นไม่เพียงพอที่จะช่วยให้ฝ่ายค้านชนะได้ หากดูนโยบายหาเสียงทั้งสองพรรคก็จะเห็นนโยบายประชานิยมที่อัดแน่น โดยเฉพาะฝ่ายค้าน รัฐบาลให้เท่าไหร่ฝ่ายค้านอัดเพิ่มให้ 2 เท่า อาทิ การศึกษาฟรี เงินให้เปล่าผู้สูงอายุ เงินอุดหนุนซื้อบ้าน ลดราคารถยนต์ และตั้งกองทุนสตรี
มีการคาดการณ์กันว่านโยบายประชานิยมของ 2 พรรคจะทำให้เกิดการใช้งบประมาณโดยเฉลี่ยในปีงบประมาณแรกถึง 2 หมื่นล้านริงกิต (ราว 2 แสนล้านบาท) โดยฝ่ายค้านนั้นจะใช้งบมากถึง 2.56 หมื่นล้านริงกิตเลยทีเดียว
มาเลเซียก็เป็นอีกชาติหนึ่งในอาเซียน นอกเหนือจากอินโดนีเซียและไทย ที่เน้นนโยบายประชานิยม จนขาดดุลงบประมาณต่อเนื่องมาตั้งแต่หลังปี 2540 ทำให้ตัวเลขขาดดุลพุ่งขึ้นถึง 4.5% ของจีดีพี และมีหนี้สาธารณะสูงถึง 53.7% ของจีดีพีในปีที่แล้ว
ถ้ามัวแต่เปลี่ยนอย่างอื่นแต่ไม่ยอมเปลี่ยนเรื่องนี้ จะรัฐบาลพรรคไหนก็ท่าจะอันตรายค่ะ







