
เสียงร่ำไห้จากลูกผู้เสียชีวิต-ความขึ้งโกรธจากญาติผู้บาดเจ็บ
ความเสียหายภายหลังเหตุปะทะระหว่างกองกำลังทหาร กับผู้ชุมนุมเสื้อแดง ไม่เพียงทรัพย์สิน แต่ชีวิตของผู้อยู่ในเหตุการณ์ที่ตอกย้ำความเศร้าสลดต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
ความเสียหายภายหลังเหตุปะทะระหว่างกองกำลังทหาร กับผู้ชุมนุมเสื้อแดง ไม่เพียงทรัพย์สิน แต่ชีวิตของผู้อยู่ในเหตุการณ์ที่ตอกย้ำความเศร้าสลดต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
โดย วราภรณ์ ผูกพันธ์
ที่โรงพยาบาลวชิระ สังกัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกันของทหารและผู้ชุมนุม เมื่อวันที่ 10 เม.ย. ถูกส่งมารักษาตัว โดยโรงพยาบาลได้ปิดประกาศรายชื่อผู้บาดเจ็บว่ามีจำนวน 160 คน บาดเจ็บจากการถูกปาหิน แผลฉีกขาด ล้มถูกเหยียบ ถูกยิงที่ขา ถูกแก๊สน้ำตา และมีรายชื่อผู้เสียชีวิต 3 คน คือ นายคนึง ฉัตรเท ชายอายุ 50 ปี นายอนุพงษ์ เมืองลำพัน อายุ 21 ปี และนายภูริวัฒน์ ประพันธ์ โดยบรรยากาศนอกจากความเสียใจ ยังเต็มไปด้วยความขึ้งโกรธของบรรดาญาติๆ และกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่แบ่งกำลังกันไปเฝ้า ที่มีท่าทีกราดเกรี้ยวต่อผู้สื่อข่าวที่เข้าไปสอบถาม
นายคนึง ฉัตรเท หนึ่งในผู้เสียชีวิต ซึ่งศพอยู่ที่โรงพยาบาลวชิระตั้งแต่คืนที่ผ่านมา จนช่วงเที่ยง ของวันอาทิตย์ที่ 11 เม.ย. ได้มีน้องสาว ลูกชาย และญาติๆ เดินทางมารับศพ ญาติๆ บอกว่า พวกเขาเป็นคนจ.พระนครศรีอยุธยา นายคนึงเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ตอนแรกที่ญาติๆ ได้ยินข่าวประกาศชื่อผู้เสียชีวิตนั้น ยังไม่มั่นใจว่าจะใช่หรือเปล่า เพราะปกตินายคนึงเป็นคนใจดี แต่เมื่อตรวจสอบแล้วว่าใช่ รู้สึกเสียใจมาก ด้านลูกชายผู้เสียชีวิต วัย 13 ปี บอกว่า เมื่อรู้ข่าวก็เสียใจมาก ร้องไห้อยู่พักใหญ่ จนน้าสาวบอกว่าต้องเข็มแข็ง เขาจึงต้องพยายามทำใจ ที่ผ่านมาพ่อของเขาชอบเรื่องการเมือง แต่ก็ไม่เคยเข้าร่วมเหตุการณ์ใดๆ จนมาครั้งนี้ แต่ถึงเสียใจก็ต้องพยายามเข้มแข็ง เพราะยังมีแม่ที่ต้องคอยดูแล และเมื่อโตขึ้นนั้นเขาก็ยังตั้งมั่นว่าอยากจะเป็นทหาร ได้รับใช้ชาติ
นอกจากนี้ที่โรงพยาบาลวชิระ มีผู้เสียชีวิตล่าสุดในช่วงเช้า คือ นายเกรียงไกร คำน้อย อายุ 23 ปี โดยพี่สาว นางสาว ธัญกมล อายุ 28 ปี มาขอทำเรื่องรับศพ และเล่าให้ฟังว่า น้องชายเป็นทหารเรือ ปลดประจำการแล้ว ปัจจุบันมีอาชีพขับรถสามล้อรับจ้าง หมอแจ้งว่า ถูกยิงที่สีข้าง ทนพิษบาดแผลไม่ไหว มีอาการน้ำท่วมปอด เชิงกรานกระดูกแตก จึงเสียชีวิต เธอรู้สึกเสียใจ เพราะเป็นเหตุกะทันหัน โดยจะรับศพน้องไปทำพิธีที่จ. ร้อยเอ็ด อยากเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบ
ส่วนผู้ที่ยังบาดเจ็บ ยังต้องรับการรักษานั้น จะอยู่ที่อาคารเพชรรัตน์เวชศาสตร์ฉุกเฉินและศูนย์โรคหัวใจ ของโรงพยาบาล โดยกระจายกันไปตามชั้นต่างๆ
โดยช่วงแห่งการปะทะนั้น ผู้อยู่ในที่ชุมนุมอาจมีหลากหลายอารมณ์ แต่สำหรับบรรดาครอบครัว พ่อแม่ ญาติพี่น้อง ก็ต้องพบกับความรู้สึกกระวนกระวายใจ ไม่รู้ว่าพี่น้องลูกหลานของตนต้องเผชิญชะตากรรมอย่างไร
ภรรยา พ่อ แม่ ของ นายสมัย วงศ์สุวรรณ ชาวจ.เชียงใหม่ พยายามติดต่ออยู่หลายครั้งให้เขากลับบ้าน หลังจากมาร่วมชุมนุมตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. แต่เสียงอ้อนวอนนั้นไม่เป็นผล จนเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 10 เม.ย. ขณะนายสมันร่วมขบวนกับกลุ่มผู้ชุมนุม ต่อต้านการขอพื้นที่คืนจากกองกำลังทหาร จนมาถึงสะพานมัฆวาน เขาถูกยิงด้วยกระสุนชนิดพิเศษอย่างไหนก็ยังไม่รู้ที่มา เข้าที่แก้มขวา แม้อาการบาดเจ็บไม่น่าเป็นห่วงมาก แต่ก็ได้สร้างรอยแผลจนเขาบอกว่า เมื่อพักฟื้นดีขึ้น การจะให้กลับบ้านนั้นเขายังลังเล อยากดูเหตุการณ์ไปก่อน
อาการกินไม่ได้ หลับตาไม่ลง เมื่อยังไม่รู้ว่าลูกชายของตัวอยู่ที่ไหน ของ นางราศี วรคชิน แม่วัย 76 ปี แม่ของ นายนวพงษ์ วรคชิน อายุ 47 อาชีพช่างเหล็ก เป็นชาวกรุงเทพฯ เธอรับรู้ว่าลูกชายมาร่วมชุมนุมเป็นอาทิตย์แล้ว วันเกิดเหตุเฝ้ารอจนย่ำค่ำ จึงได้มีเสียงโทรศัพท์จากโรงพยาบาลไปที่พี่ชายนายนวพงษ์ ว่าเข้ารักษาอาการบาดเจ็บอยู่ที่วชิระพยาบาล ความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้รีบรุดมาดูอาการ เมื่อเห็นอาการจากการถูกยิงด้วยกระสุนทะลุปิดจึงอดไม่ได้ที่ทั้งแม่และพี่ชาย จะรู้สึกทางลบต่อรัฐบาล ถึงขั้นเรียกร้องความรับผิดชอบจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวหาว่าเป็นฝีมือรัฐบาลที่ทำเกินกว่าเหตุ
เช่นเดียวกับนายพิเชษฐ์ รักน้อย ที่ต้องมาเห็นอาการบาดเจ็บของน้องชาย นายบุญเชิด รักน้อย อายุ 28 ปี ผู้บาดเจ็บอีกคนหนึ่ง เป็นคนจังหวัดกาญจนบุรี เข้ามาทำมาหากินอยู่กรุงเทพฯ หลายปีแล้ว มีอาชีพขายของ การต้องใช้เครื่องช่วยหายใจพยุงชีวิต จึงมีทั้งความตกใจ และเริ่มเข้าข้างน้องชายที่เลือกการออกมาต่อสู้และพร้อมสนับสนุน แม้ก่อนหน้าตัวเขาเองไม่คิดเลือกข้างเลยก็ตาม
ความเศร้า เสียงร่ำไห้ จนนำไปสู่อาการโกรธขึ้งของญาติผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ รวมถึงประชาชนทุกคนในประเทศต้องการเห็นการรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับพี่น้องคนไทยด้วยกัน ถึงแม้อีกไม่กี่วันจะเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ ช่วงมีความสุขสนุกสนานของคนไทยมาช้านาน แต่ปีนี้ก็จะเป็นอีกปีหนึ่งแห่งความโศกสลด โดยที่ยังไม่รู้ว่าสุดท้ายจะลงเอย ณ จุดใด







