posttoday
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญล้ม (จบ)

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญล้ม (จบ)

05 พฤษภาคม 2556

สัปดาห์ก่อนทิ้งท้ายไว้ว่าศาลรัฐธรรมนูญล้มไม่ได้!

สัปดาห์ก่อนทิ้งท้ายไว้ว่าศาลรัฐธรรมนูญล้มไม่ได้!

ยิ่งได้ดูแถลงการณ์ค้านการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาแล้ว ก็ยิ่งมีความเป็นห่วงประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง ความยาวขนาด 2 หน้าเต็มของหนังสือพิมพ์ ด้วยตัวอักษรตัวเล็กๆ ละเอียดยิบ มีความหมายไปได้หลายอย่าง บางท่านบอกว่านี่คือการตีแสกหน้าตรงๆ ไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ เหมือนเมื่อครั้งที่ยุบพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชนที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาอ่านเกือบตลอดวัน ถอดความออกมาได้หนังสือเป็นเล่มขนาดใหญ่ ครั้งนี้พรรคเพื่อไทยจึง “จัดเต็ม” เหมือนได้ระบายสิ่งที่อัดอั้นมานานแสนนานในจำนวนที่มหาศาลนั้น

ผู้เขียนคิดว่าศาลรัฐธรรมนูญควรจะมีการโต้ตอบในประเด็นนี้เป็นอย่างยิ่ง หรือถ้าจะให้บีบหัวใจก็อาจจะไปรวมไว้ในคำตัดสินของศาลที่จะมีการพิจารณาในเรื่องนี้ในโอกาสที่กำลังจะมาถึง (ซึ่งน่าจะไม่ช้านัก) นั้นด้วย หรือถ้าจะมีองค์กรใด ผู้เชี่ยวชาญคนใด จะออกมาแสดงความเห็นให้มีมุมมองที่รอบด้านก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะนี่คือการสู้กันของปัญญาชนที่จะช่วยสร้าง “องค์ความรู้” ให้เป็นแก่นแกนที่สังคมจะได้เชื่อถือและยึดเหนี่ยวต่อไป

ขณะนี้ม็อบที่ล้อมศาลรัฐธรรมนูญก็กำลังฮึกเหิม ทั้งยังประกาศว่า 8 พฤษภาจะมาเป็นแสน ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็น่าเป็นห่วงว่าศาลรัฐธรรมนูญคงจะทำงานลำบาก เพราะแรงบีบอย่างนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปี 2544 ที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินคดีซุกหุ้น ในที่สุดก็มีการตัดสินออกมาอย่างแปลกประหลาด ด้วยคะแนนโหวตที่ยังเป็นที่กังขา ภายใต้วาทะประวัติศาสตร์ที่ว่า “บกพร่องโดยสุจริต” ที่นักจริยศาสตร์ก็ยังไม่เข้าใจว่า ความชั่วคือความบกพร่องนั้นจะเป็นความดีคือความสุจริตนั้นได้อย่างไร แต่ครั้งนี้น่าจะหนักกว่า เพราะฝ่ายต่อต้านประกาศว่า “ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจ” และกำลังดำเนินการคุกคามขู่เข็ญศาลรัฐธรรมนูญทุกรูปแบบ

ฝ่ายต่อต้านใช้ตรรกะที่ว่า “อำนาจอธิปไตยแบ่งเป็น 3 ส่วน แต่ละส่วนมีบทบาทหน้าที่ของตนจะมาก้าวก่ายกันไม่ได้” ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดเพียงเพื่อตะแบงหาเหตุผลมาโน้มน้าวผู้คนให้โกรธเกลียดศาลรัฐธรรมนูญ เพราะถ้าประชาธิปไตยของไทยตั้งอยู่บนสมมติฐานหรือกรอบความเชื่อเช่นนั้น ทำไมรัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายบริหารจึงครอบงำรัฐสภาจนโงหัวไม่ขึ้น หรือถ้าจะมองให้กว้างออกไป ทำไมจึงปล่อยให้มีอำนาจนอกระบบ (ซึ่งไม่ใช่อำนาจอธิปไตย แต่เป็นอัตตาธิปไตย คือ ความต้องการของคนบางคน) มาครอบงำระบบการเมืองของประเทศ

ผู้เขียนเข้าใจว่าคนที่เขียนแถลงการณ์ตำหนิศาลรัฐธรรมนูญฉบับนี้น่าจะได้เรียนตำรากฎหมายมาพอสมควร โดยเฉพาะตำราเกี่ยวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยเล่มที่เป็นพื้นฐานและเป็นที่เชื่อถือกันทั่วไป (ในหมู่นักกฎหมายมหาชน) ก็คือ L’ Esprit des lois ที่ภาษาไทยใช้ชื่อว่า “เจตนารมณ์แห่งกฎหมาย” ของมองเตสกิเออ (Montesquieu) ปราชญ์ชาวฝรั่งเศสที่ศึกษาถึงที่มาของระบอบการเมืองการปกครองและระบบกฎหมายของชาติต่างๆ ไว้เมื่อเกือบ 400 ปีที่ผ่านมา

มองเตสกิเออ กล่าวถึงสาระสำคัญของ “รัฐ” คือ “อำนาจในการปกครอง” ที่เรียกว่า “อำนาจอธิปไตย” ในอดีตที่ระบบรัฐยังปกครองโดยกษัตริย์ กษัตริย์ก็เป็นผู้ “ถือครอง” อำนาจอธิปไตย ทว่าความเป็นจริงนั้นเป็นเพียงแค่อำนาจในการยอมรับที่เกิดจากความยินยอมของผู้ใต้ปกครอง เพราะอำนาจที่แท้จริงอยู่ที่ผู้ใต้ปกครองที่เรียกว่า “ประชาชน” ผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง (เพราะฉะนั้นทำไมรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยจึงต้องกล่าวว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของหรือมาจากปวงชน” ซึ่งรัฐธรรมนูญของไทยมักกล่าวไว้ในมาตราแรกๆ ของรัฐธรรมนูญ อย่างฉบับปี 2540 และ 2550 ก็กล่าวไว้ในมาตรา 3)

มองเตสกิเออ ยังกล่าวอีกว่า อำนาจอธิปไตยนั้น “เป็นหนึ่งเดียว” คือเป็นของประชาชนทั้งมวลและมีพลังอันมหาศาล ดังนั้น เพื่อให้อำนาจอธิปไตยไปทำอันตรายแก่ใครๆ จึงจำเป็นที่จะต้องมีการ “มอบหมาย” หรือจัดแบ่งไว้เป็นส่วนๆ โดยให้มีความถ่วงดุลที่เรียกในภาษานักบริหารว่า “ความร่วมมือ” และด้วยการจัดแบ่งอำนาจอย่างสมดุลนี้จะทำให้การปกครองเป็นไปด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อย นำความสงบสุขและความรุ่งเรืองมาสู่สังคมส่วนรวม และคำว่า “ส่วน” ในความหมายของมองเตสกิเออก็คือ ส่วนที่ทำหน้าที่ในการออกกฎหมายคือรัฐสภา ส่วนที่นำเอากฎหมายไปปฏิบัติหรือดูแลกฎหมายคือรัฐบาล และส่วนที่จัดการกับผู้ละเมิดกฎหมายคือศาล ที่ภาษานักรัฐศาสตร์เรียกว่า ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ นั้นเอง

ขอให้ฝ่ายที่ต่อต้านอำนาจศาลอ่านตรงนี้ ตรงที่บอกว่า อำนาจในการจัดการกับผู้ที่ละเมิดกฎหมายต้องเป็นอำนาจของศาล เพราะถ้าเป็นสมัยโบราณคนที่มีหน้าที่ตั้งแต่ออกกฎหมายจนถึงตัดสินคดีความนั้นคือคนคนเดียวหรือคณะบุคคลเพียงกลุ่มเดียวทั้งสิ้น นั่นแหละคืออันตรายที่สุดของการปกครองที่ปราชญ์โบราณเรียกว่า “ทรราช” ดังนั้นในระบบการเมืองสมัยใหม่จึงต้องมี “การคานอำนาจ” นั่นหมายถึงว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร หรือฝ่ายตุลาการ คุณก็ต้องมี “ความผูกพันระหว่างกันและกัน” จะแยกกันโดยเด็ดขาดไม่ได้

อนึ่ง มองเตสกิเออยังกล่าวถึงที่มาของกฎหมายในนานาประเทศว่า ต้องยึดถือสภาพแวดล้อมทางสังคม วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของชาตินั้นๆ เป็นสำคัญ บนหลักการที่ว่า กฎหมายมีไว้เพื่อแก้ปัญหาทางสังคมของบ้านเมือง กฎหมายของชาติใดก็สะท้อนปัญหาทางสังคมบ้านเมืองของชาตินั้น ดังนั้นกฎหมายจึงต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของแต่ละสังคมนั้นเป็นหลัก (รายละเอียดในเรื่องนี้โปรดดูในหนังสือ “ทฤษฎีการเมืองยุคใหม่” เขียนโดย ศ.พงศ์เพ็ญ ศกุนตาภัย ที่ผู้เขียนแถลงการณ์ค้านศาลรัฐธรรมนูญน่าจะเคยเรียนกับท่าน)

ทีนี้มาดูในกรณีของศาลรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ด้วยพื้นที่อันจำกัด ก็ขอฟันธงเลยว่า ตั้งขึ้นมาเพื่อ “กำจัด” ขวากหนามของระบอบประชาธิปไตยโดยแท้ ซึ่งสามารถค้นคว้าหาอ่านถึงเหตุผลในการเกิดขึ้นของศาลรัฐธรรมนูญนี้ได้ในรายงานการประชุมของสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2540 (ที่ผู้เขียนใช้อยู่คือฉบับที่รวบรวมจัดทำโดยสถาบันพระปกเกล้า ที่มีรายละเอียดเชิงวิเคราะห์และคำอธิบายเพิ่มเติมที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย) นั่นก็คือพวกที่จ้องโค่นล้มระบอบการเมืองการปกครอง ไม่ว่าจะเป็นการรัฐประหารหรือทรราชในรูปแบบต่างๆ จึงต้องมีมาตราที่ปกป้องในเรื่องนี้ไว้ (ในฉบับ พ.ศ. 2540 คือมาตรา 65 และในฉบับ พ.ศ. 2550 คือมาตรา 68)

ในความคิดที่จะล้มศาลรัฐธรรมนูญยังมีการกล่าวหาว่า ศาลรัฐธรรมนูญนี้ไม่ใช่ศาล เพราะศาลต้องใช้ “ผู้พิพากษา” แต่นี่เป็นแค่ “ตุลาการ” ซึ่งน่าจะเป็นความคิดของ “ปัญญาชนสามานย์” โดยแท้ (เข้าคู่กันกับ “ทุนนิยมสามานย์” ที่หล่อเลี้ยงคนเหล่านี้) เพราะในตำรากฎหมายสิ่งใดที่รัฐธรรมนูญรับรองให้เป็นศาล ก็ย่อมถือว่าเป็นอำนาจอธิปไตยส่วนหนึ่ง คืออำนาจตุลาการนั้นด้วย รวมทั้งที่ตีขลุมว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นแค่องค์กรอิสระองค์กรหนึ่ง นี่ก็ถือเป็น “มิจฉาทิฐิ” หรือความคิดอันเสื่อมทรามอย่างถึงที่สุด เพราะศาลรัฐธรรมนูญก็มีฐานะเหมือนกันกับศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลอื่นๆ ที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้เป็น 1 ใน 3 ของอำนาจอธิปไตย

การล้มศาลรัฐธรรมนูญจึงเท่ากับการล้มอำนาจตุลาการ เป็นการทำลายระบบการตรวจสอบถ่วงดุล และเหนืออื่นใดทำลายอำนาจอธิปไตยของปวงชน นั่นคือการทำลายระบอบประชาธิปไตย ส่วนจะนำไปสู่ระบอบใดก็ขอให้ศึกษาจากประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสช่วงหลังการปฏิวัติใน ค.ศ. 1789 แล้วต่อมาได้นโปเลียนมาเป็น “องค์จักรพรรดิ” สุดท้ายก็ไปไม่รอด ถูกเนรเทศไปอยู่นอกประเทศ และตายอย่างน่าอนาถโดยเชื่อว่าถูกวางยาพิษ

ใครที่ป่วยอยู่จะกินยาอะไรก็ระวังด้วยนะครับ

ข่าวล่าสุด

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน