posttoday
นายกฯรับลูก บีบธปท.แก้บาทแข็ง

นายกฯรับลูก บีบธปท.แก้บาทแข็ง

04 พฤษภาคม 2556

การเดินเกมของรัฐบาลในการกดดันธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แก้ปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่ารวดเร็ว ด้วยการลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาเกิดขึ้นอย่างหนักตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา

การเดินเกมของรัฐบาลในการกดดันธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แก้ปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่ารวดเร็ว ด้วยการลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาเกิดขึ้นอย่างหนักตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา

เพราะแกนนำรัฐบาล และกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ต่างเชื่อว่าเงินบาทที่แข็งค่าเป็นเพราะนักลงทุนขนเงินมาเก็งกำไร

ไม่เช่นนั้นคงไม่ทะลักเข้าลงทุนในตลาดตราสารหนี้สูงมากกว่าตลาดหุ้นถึง 8 เท่าตัว

ทำให้กิตติรัตน์ออกมาแสดงท่าทีในเวทีสาธารณะอย่างต่อเนื่อง เพื่อกดดันให้ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. ลดดอกเบี้ยนโยบายลง แต่ไม่ได้รับการสนอง

จนกิตติรัตน์ต้องกระซิบดังๆ ว่า ต้องการปลดประสารพ้นจากตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท.อยู่ทุกวัน

ปฏิบัติการไล่ประสารพ้นจากเก้าอี้จึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ

2 พ.ค.ที่ผ่านมา วีรพงษ์ รามางกูร ประธานกรรมการ ธปท. ออกมาแถลงข่าวที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีกิตติรัตน์เป็นผู้ประสานด้วยตัวเองว่า “อยากคุยกับประธานบอร์ดแบงก์ชาติหรือไม่ เดี๋ยวจะประสานให้”

ต่อมาวีรพงษ์ได้แถลงข่าวที่ใช้เวลา 24 นาทีเศษ ถล่มประสารหนักว่า ไม่ดำเนินการอะไรทั้งๆ ที่ค่าเงินบาทแข็งค่าจนอาจสร้างความเสียหายให้กับผู้ส่งออก เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และอาจทำให้ ธปท.ขาดทุนเป็น 1 ล้านล้านบาท จากเดิม 5 แสนล้านบาท

“ก็ต้องฝากนายกฯ ให้ดูแล ซึ่งผมไม่ทราบว่านายกฯ มีสิทธิถอดถอนหรือไม่ แต่ผมไม่อยากให้ไปถึงขั้นนั้น” วีรพงษ์ส่งสัญญาณให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้าจัดการปัญหานี้

3 พ.ค.ที่ผ่านมา ยิ่งลักษณ์ออกมารับหนังสือขอเรียกร้องจากภาคเอกชน นำโดย พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่เรียกร้องรัฐบาล 5 ข้อให้ดูแลค่าเงิน

1 ใน 5 เป็นข้อเสนอเรียกร้องให้ ธปท.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 1% เพื่อลดการไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศ และการให้กระทรวงการคลัง และ ธปท. ร่วมกันแก้ปัญหาค่าบาทแบบผสมผสาน เพื่อดูแลค่าเงินบาทไม่ให้ผันผวนและแข็งค่ามากกว่าประเทศในภูมิภาค

“ผมไม่อยากให้ดูแลเงินเฟ้อเป็นหลัก แต่ต้องดูอัตราแลกเปลี่ยนและเงินทุนไหลเข้าด้วย” พยุงศักดิ์ แสดงทัศนะ

พยุงศักดิ์ ระบุว่า ไตรมาส 2 คำสั่งซื้อจากต่างประเทศจะหมดลง จะทำให้การผลิตในประเทศได้รับผลกระทบ และมีแนวโน้มว่าจะลุกลามรุนแรงในช่วงไตรมาส 3 เพราะผู้ประกอบการขนาดใหญ่เริ่มได้รับผลกระทบแล้วจนห่วงโซ่อุปทานหรือซัพพลายเชนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมในประเทศมีปัญหา และต้องลดการผลิตลง

ยิ่งลักษณ์ ที่ลงมารับหนังสือด้วยตัวเองรับปากว่าจะนำไปเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งศึกษาและออกมาตรการที่ดีที่สุด เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการไม่ให้ได้รับผลกระทบมากกว่านี้

สัญญาณชัดว่าลงมาเล่นด้วยตัวเองของนายกฯ สะท้อนว่า เรื่องนี้สำคัญ สัญญาณที่ส่งผ่านออกไปทำให้ตลาดเงินเมื่อวันที่ 3 พ.ค. แกว่งหนักอ่อนค่าลง 10 สตางค์อยู่ที่ 29.62/64 บาท/เหรียญสหรัฐ เพราะกังวลว่าจะมีการปลดผู้ว่าการ ธปท. สวนทางกับค่าเงินของประเทศในเอเชียที่ทยอยแข็งค่าขึ้น เพื่อรับข่าวการประกาศลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป ซึ่งทำให้เงินลงทุนไหลเข้ามาในทวีปเอเชียจำนวนมาก

วันเดียวกันนั้น ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ที่เรียกประชุมสมาชิก ก็ออกมาเสนอว่า รัฐบาลควรออกมาตรการจำกัดการเก็งกำไรของต่างชาติ ด้วยการห้ามนักลงทุนต่างชาติลงทุนตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีอายุไม่ถึง 6 เดือน เพราะการเก็งกำไรในตราสารหนี้ระยะสั้นเป็นต้นตอของปัญหาเงินบาทแข็งค่า

ข้อเสนอของไพบูลย์นั้นชัดเจน เพราะปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติถือครองตราสารหนี้ไทยอยู่ 8.7 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนราว 1.4 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นตราสารหนี้ระยะสั้น 6 เดือน ประมาณ 1.8 แสนล้านบาท

ไม่ว่าจะมีการปลดประสารพ้นเก้าอี้ผู้ว่าการ ธปท.หรือไม่ แต่ในท้ายที่สุดแล้ว การกระโดดออกมาแก้ปัญหาของนายกรัฐมนตรี ทำให้เห็นภาพว่า หลังจากนี้ปัญหาเงินบาท และการลงทุนในตลาดตราสารหนี้จะถูกแก้ไข

ไม่เชื่อโปรดรอลุ้น

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก