posttoday
ค่าแรง-จำนำข้าว-ลดภาษี ดึงจีดีพีไม่ขึ้น

ค่าแรง-จำนำข้าว-ลดภาษี ดึงจีดีพีไม่ขึ้น

01 พฤษภาคม 2556

ตัวเลขภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกที่กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยแถลงออกมามีสัญญาณชัดว่าไม่สดใสเอาเสียเลย

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

ตัวเลขภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกที่กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยแถลงออกมามีสัญญาณชัดว่าไม่สดใสเอาเสียเลย แม้ในภาพรวมเศรษฐกิจยังขยายตัวอยู่ แต่เป็นการขยายตัวในอัตราที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

อีกทั้งมีตัวเลขหลายตัวที่สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยกำลังตกราง

แม้ที่ผ่านมารัฐบาลจะพยายามอัดเงินเข้าระบบผ่านโครงการประชานิยม เช่น การจำนำข้าวกว่า 5.2 แสนล้านบาท การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท และการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% ลงเหลือ 23% จนส่งผลให้กรมสรรพากรสูญเสียรายได้ไม่น้อยกว่า 1.5 แสนล้านบาท

แต่ดูเหมือนว่ามาตรการอัดเงินลงไปที่ว่านี้จะสิ้นมนต์ขลัง ไม่สามารถเสกจีดีพีให้เด้งขึ้นได้

แม้ทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ยังคงรั้งประมาณการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ไว้ที่ระดับเดิม คือ 5.3%

แต่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่แท้จริงในไตรมาสแรกนั้น ดัชนีที่สำคัญเกือบดิ่งหัวลงเป็นกราวรูด เริ่มตั้งแต่การบริโภคภาคเอกชนที่เปรียบเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจเกิดชะลอตัว สะท้อนจากยอดการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มขยายตัวได้ 6.9% ลดลงเมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัว 18%

เมื่อพิจารณาจากไส้ในก็เห็นชัดว่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่เก็บจากสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศ คิดเป็นสัดส่วน 55% และอีก 45% เป็นภาษีที่เก็บจากสินค้านำเข้า แต่ปรากฏว่าผลจากการขึ้นค่าแรง 300 บาท กลับไม่ทำให้ยอดภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนที่จัดเก็บจากการบริโภคในประเทศเพิ่มอย่างผิดหูผิดตา

ซ้ำร้ายกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้ภาษีมูลค่าเพิ่มลดลงกว่า 11%

ขณะที่การนำเข้าที่ชะลอตัวลง ทำให้การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากสินค้านำเข้าก็ลดลงฮวบฮาบ

จึงเป็นเรื่องที่น่าสังเกตอย่างมากว่าเกิดอะไรขึ้นกับระบบเศรษฐกิจไทย ทั้งๆ ที่ค่าเงินบาทแข็งค่าจนน่าตกใจ เพราะแข็งรวดเดียวไปแตะที่ระดับ 28.60 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แต่เหตุใดภาคธุรกิจถึงไม่เร่งนำเข้าเพื่อลดต้นทุน

นี่คือโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลและหน่วยงานเศรษฐกิจต้องเกาะติดและนำมาวิเคราะห์

การชะลอตัวดังกล่าวสอดรับกับตัวเลขการหดตัวของการลงทุนภาคเอกชน ที่ไตรมาสแรกขยายตัวได้ 6.8% ชะลอลงจากไตรมาสก่อนที่ขยายตัวได้ 43.1% ซึ่งเกิดจากปริมาณการจำหน่ายรถยนต์ที่ลดลงกว่า 100% เมื่อเทียบกับช่วงปลายปีก่อนที่คนแห่ซื้อรถคันแรกสูงกว่า 1.2 ล้านคัน

มาถึงปีนี้กระแสหมด แถมยังมียอดทิ้งรถอีกนับแสนคัน

ผลต่อเนื่องจากคนซื้อรถคันแรกก่อนที่จะเลือกซื้อบ้าน ทำให้หมวดก่อสร้าง ยอดจำหน่ายปูนซีเมนต์ รวมถึงภาษีที่มาจากการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ขยายตัวได้แค่ 32.5% จากไตรมาสก่อนที่ขยายตัวได้ 48.1%

ด้านการผลิตก็พบว่าดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมไตรมาสแรกขยายตัวแค่ 2.9% ถือว่าหดตัวลงถึง 2.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

การส่งออกซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยกลับเครื่องน็อกตามการหดตัวของเศรษฐกิจโลก และผลจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าทำให้ไตรมาสแรกการส่งออกขยายตัว 4.3% ชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัว 18.5%

ตัวเลขดังกล่าวถือว่าหืดขึ้นคอ หากกระทรวงพาณิชย์ยังคงตั้งเป้าส่งออกทั้งปีขยายตัวได้ 9% เท่ากับว่าในช่วง 3 ไตรมาสที่เหลือก่อนสิ้นปีนี้ จะต้องเร่งการส่งออกให้โตได้ไตรมาสละ 10% ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก

นอกจากนี้ ยังพบว่าตัวเลขการผลิตภาคเกษตรขยายตัวได้เพียง 1.9% ถือว่าหดตัวลง 4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากรายได้เกษตรกรที่แท้จริงติดลบ 5.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคายางปรับตัวลดลง 27.4%

โครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดของรัฐบาลที่อัดเงินเข้าระบบไม่น้อยกว่าปีละ 3.4 แสนล้านบาท กลับไม่สามารถแผลงฤทธิ์ฉุดรายได้ในภาพรวมเกษตรไทยได้ เพราะถือว่าเป็นมาตรการที่ทำมาตั้งแต่ปี 2554 มีผลต่อจีดีพีปีก่อนไปแล้ว

ส่วนไตรมาสแรก ปี 2556 โครงการรับจำนำข้าวมีผลต่อการขยายตัวภาคเกษตรแค่เพียง 1.3% เท่านั้น

มีสิ่งเดียวที่ยังเป็นบวกอยู่ คือ ภาคการท่องเที่ยว ที่ยังขยายตัว 18.9% เพิ่มจากไตรมาสก่อน 1.7% โดยนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวประเทศไทยสูงที่สุด ได้แก่ จีน รัสเซีย และญี่ปุ่น

ทำให้ล่าสุดกระทรวงการคลังไม่กล้าเคาะตัวเลขจีดีพีไตรมาสแรกว่าหดตัวเหลือเท่าไร

ทำได้แค่คาดว่าน่าจะโตได้ 6% ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้

ตัวเลขเศรษฐกิจของธนาคารแห่งประเทศไทยก็ชี้ไปในทางเดียวดัชนีทุกตัวที่ดิ่งหัวลงอย่างต่อเนื่อง

นับตั้งแต่การใช้จ่ายของภาคเอกชนขยายตัวติดลบ 1.1% จากเดือนก่อนหน้าที่ติดลบ 0.6% โดยเกิดจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคที่ลดลง การลงทุนภาคเอกชนก็ติดลบ 0.7% จากเดือนก่อนหน้าติดลบ 2.7% รายได้ภาคการเกษตรตกต่ำ การขยายตัวของสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ชะลอลงจากการระมัดระวังการปล่อยกู้มากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจชะลอลง

ข้อมูลเหล่านี้ถือเป็นลางร้ายสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องตระหนัก ถ้ารัฐบาลอัดฉีดอย่างหนักแต่กำลังซื้อในประเทศ การผลิตไม่กระเตื้อง การลงทุนหดตัวลงเช่นนี้ ย่อมมีอะไรผิดปกติ

นับจากนี้ รัฐบาล กระทรวงการคลัง ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องติดตามสถานการณ์การชะลอตัวของเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดว่าจะเป็นเพียงชั่วคราว ซึ่งเกิดจากปัจจัยค่าเงินบาทหรือจะกลายเป็นเศรษฐกิจขาลงของจริง เพราะรัฐบาลเองตอนนี้ก็แทบจะหมดกระสุน อัดทั้งโครงการรับจำนำข้าว ขึ้นทั้งค่าแรง 300 บาท ลดภาษีนิติบุคคล แต่การบริโภคการลงทุนไม่กระเตื้อง แทบหดตัวอีก เท่ากับว่ามาตรการที่ออกมาไม่เป็นผล

เพราะลองคนไม่บริโภคอย่างที่คาด แถมผู้ประกอบการยังดาหน้าขึ้นราคาสินค้า ค่าบริการสาธารณูปโภค ค่ารถไฟฟ้า ค่าเรือ ค่ารักษาพยาบาล พากันขึ้นราคาหมด ย่อมทำให้ค่าใช้จ่ายของคนถีบตัวสูงขึ้นมากกว่าเมื่อเทียบกับค่าแรง

ขณะที่การลดภาษีนิติบุคคลที่หวังจะให้เอกชนนำเงินมาลงทุนเพิ่มก็ไม่เป็นผล เพราะเอกชนยังไม่ฟันธงหลังอัตราแลกเปลี่ยนผันผวน กลายเป็นลดภาษีให้เอกชนนอนฟันกำไรไปโดยที่ไม่มีเม็ดเงินกลับมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ

ในเมื่อเครื่องยนต์ที่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการบริโภค การลงทุน และการส่งออกนำเข้าเกิดสะดุด เครื่องยนต์ตัวเดียวที่เป็นความหวังในการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือ คือ การลงทุนจากรัฐบาล ซึ่งต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง

การชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางแรงอัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสารพัด จึงนับว่าเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก