posttoday
เหตุเกิดที่องค์การเภสัชกรรม (4)

เหตุเกิดที่องค์การเภสัชกรรม (4)

30 เมษายน 2556

การส่งเรื่องให้ดีเอสไอเข้าไปสอบสวนองค์การเภสัชกรรม และการทำข่าว “ประจาน” อย่างครึกโครม

โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน

การส่งเรื่องให้ดีเอสไอเข้าไปสอบสวนองค์การเภสัชกรรม และการทำข่าว “ประจาน” อย่างครึกโครม เป็นเรื่องที่พนักงานองค์การเภสัชกรรมจำนวนหนึ่งสรุปว่าเป็นวิธีการบีบคั้นให้ผู้อำนวยการ คือ นพ.วิทิต อรรถเวชกุล “ถอดใจ” ลาออกไปนั่นเอง จึงน่าสนใจว่า นพ.วิทิต เป็นใคร สมควรถูกเสือกไสไล่ส่งเช่นนี้หรือไม่

เดิม นพ.วิทิต เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านแพ้ว ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่รัฐบาลให้ “นำร่อง” ออกไปบริหารโดยอิสระจากกระทรวงสาธารณสุขแบบองค์การมหาชน ขณะนั้นโรงพยาบาลบ้านแพ้วเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 30 เตียงเท่านั้น นพ.วิทิต สามารถบริหารจนเจริญก้าวหน้าอย่างมาก สามารถทำการผ่าตัดยากๆ ได้โดยสามารถเชิญอาจารย์จากศิริราชไปช่วยผ่าตัดให้ มีการบริการ “เชิงรุก” ออกไปตั้งคลินิกผู้ป่วยนอกในชุมชน เพื่อให้ประชาชนสะดวกขึ้นและลดความแออัดในโรงพยาบาล

โรงพยาบาลบ้านแพ้วนี้เอง คือ ต้นแบบของโครงการ “30 บาท รักษาทุกโรค” เพราะรับงบประมาณเป็นก้อนไปจากรัฐบาล แล้วรักษาฟรีประชาชนทั้งอำเภอ โดยเสียค่าธรรมเนียมครั้งละ 40 บาทเท่านั้น เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ รับนโยบายสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จึงใช้รูปแบบจากบ้านแพ้ว แต่ “เกทับ” โดยลดเก็บค่าบริการลงเหลือ 30 บาท

ความเจริญก้าวหน้าของโรงพยาบาลบ้านแพ้ว เป็นเรื่อง “บาดใจ” ผู้บริหารที่มีอำนาจในกระทรวงสาธารณสุข เพราะทำให้อธิบายยากว่า เหตุใดไม่ปล่อยให้โรงพยาบาลต่างๆ เป็นอิสระแบบโรงพยาบาลบ้านแพ้วให้มากขึ้น จึงมีคำอธิบาย “แก้ตัว” มาอย่างต่อเนื่องว่า โรงพยาบาลบ้านแพ้วเป็นกรณี “ยกเว้น” และไม่พยายามที่จะปล่อยโรงพยาบาลต่างๆ ออกไปเป็นอิสระอีกเลยจนทุกวันนี้

โรงพยาบาลบ้านแพ้ว ภายใต้การบริหารของ นพ.วิทิต เจริญก้าวหน้าจนถึงขั้นออกไป “ซื้อกิจการ” โรงพยาบาลเอกชน คือโรงพยาบาลพร้อมมิตรซึ่งประสบปัญหาการบริหาร นพ.วิทิต เข้าไปบริหารแบบโรงพยาบาลของรัฐที่เป็นอิสระจนกลับมามีกำไรและสามารถให้บริการประชาชนได้อย่างดี นอกจากนี้ นพ.วิทิต ยังให้บริการเชิงรุก จัดหน่วยเคลื่อนที่ออกไปให้บริการผ่าตัดต้อกระจกให้คนไข้ตามจังหวัดต่างๆ หลายสิบจังหวัด รวมทั้งที่ จ.ปัตตานี ด้วย ทำให้คนไข้ที่ตามองไม่เห็นกลับมามองเห็นได้อีกโดยไม่ต้องรอนานเหมือนเก่า

น่าเสียดายที่เมื่อโรงพยาบาลบางปะกอก 3 ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชนประสบปัญหาขาดทุน ประกาศขายกิจการ นพ.วิทิต ได้เข้าไปขอซื้อจนจะสำเร็จแล้ว แต่ถูกผู้มีอำนาจฝ่ายการเมืองในกระทรวงสาธารณสุขขัดขวาง เพราะเห็นว่าราคาถูกจะ “ฮุบ” เอาไปเป็นของตนเอง ไม่เช่นนั้นชุมชนละแวกนั้นจะมีโรงพยาบาลของรัฐดีๆ ให้บริการอีกแห่งหนึ่ง

เมื่อองค์การเภสัชกรรมเปิดรับสมัครผู้อำนวยการ และ นพ.วิทิต ไปสมัคร พวกเราจึงดีใจมาก หลายคนที่สนใจจะเข้าสมัคร แต่เมื่อรู้ว่า นพ.วิทิต เป็นหนึ่งในผู้สมัคร พากันถอยฉากเพราะรับรู้ถึงกิตติศัพท์อันโดดเด่นของ นพ.วิทิต และ นพ.วิทิต ผ่านกระบวนการสรรหาเข้าไปรับตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม หลังจากนั้นไม่นานองค์การเภสัชกรรมก็เข้าสู่ยุคที่ “รุ่งโรจน์” ที่สุด ตามคำกล่าวของ มนูญ บุบผะเรณู รองผู้อำนวยการ ซึ่งกล่าวในนามตัวแทนพนักงานผู้เกษียณอายุในงานเลี้ยงเกษียณอายุ เมื่อปี พ.ศ. 2554

ภายใต้การบริหารของ นพ.วิทิต องค์การเภสัชกรรมสามารถเพิ่มยอดขายจากปีละราว 5,000 ล้านบาท เป็น 1.2 หมื่นล้านบาท ในเวลาเพียง 3 ปีเศษ โดยสามารถลดราคายาลงได้ราว 10-20% ทำให้ประหยัดเงินค่ายาและเวชภัณฑ์ของประเทศลงได้มาก เพราะลูกค้าหลักขององค์การเภสัชกรรมกว่าร้อยละ 90 เป็นโรงพยาบาลของรัฐ การที่สามารถลดราคายาลงได้ เพราะสามารถลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เช่น สามารถเพิ่มการแข่งขันในการซื้อวัตถุดิบยาเอดส์ทำให้ราคาถูกลงถึงปีละ 300 ล้านบาทเศษ

เมื่อรัฐบาลมีโยบายเรื่องการทำซีแอล นพ.วิทิต ก็สามารถจัดหายาคุณภาพดีราคาถูกมากๆ มาจนได้ นอกจากสามารถลดค่ายาลงได้นับพันล้าน ยังช่วยชีวิตคนไข้ไว้ได้มากมาย เดิมคนไข้เอดส์ที่ดื้อยา ได้ยาสูตร 2 ราคาแพง แค่ 69 คน หลังทำซีแอลได้ยาราคาถูกลง คนไข้เข้าถึงยามากขึ้น ทำให้คนไข้เหล่านี้รอดชีวิตกว่าหมื่นคน

เมื่อเกิดน้ำท่วมใหญ่ปลายปี พ.ศ. 2554 พนักงานองค์การได้รับผลกระทบราว 500 คน จากจำนวนราว 2,200 คน นพ.วิทิต ทุ่มเททำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำช่วยเหลือพนักงานไปพร้อมกับเร่งรัดการทำงาน แทนที่จะลดการผลิต กลับเพิ่มการผลิต ตอนนั้นมีปัญหาน้ำเกลือขาดแคลนเพราะโรงงานบางแห่งน้ำท่วม ต้องสั่งขึ้นเครื่องการบินไทยมาจากต่างประเทศ ที่ร้ายแรงกว่าคือขาดแคลนน้ำยาล้างไต เพราะทำให้คนไข้ไตวายอาจถึงตายได้ แต่ นพ.วิทิต ก็เข้าไปเป็นกำลังสำคัญแก้ปัญหาจนผ่านพ้นวิกฤตมาได้ สมัยนั้นรัฐมนตรีคือ วิทยา บุรณศิริ ได้สั่งให้องค์การเภสัชกรรมตั้งคลังสำรองยาในหลายจุด เมื่อเกิดข่าวกรณียาพาราปนเปื้อน มีข่าวว่า วิทยา ได้โทรไปสอบถามว่าเป็นยาที่ตนสั่งสำรองหรือเปล่า นพ.วิทิต แทนที่จะ “ตีขลุม” รับสมอ้าง กลับแสดงความเป็น “นักเลงจริง” ตอบว่า ตนสั่งเอง ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกัน นั่นคือเมื่อต้องสำรองยา ก็ต้องสำรองวัตถุดิบในการผลิตยา

ผู้เขียนในฐานะประธานองค์การเภสัชกรรมเคยเสนอให้ นพ.วิทิต หา “มือรอง” ที่แข็งๆ มาช่วยเป็นรองผู้อำนวยการ นพ.วิทิต ปฏิเสธเพราะไม่ต้องการให้กระทบขวัญกำลังใจพนักงานขององค์การเภสัชกรรม

องค์การเภสัชกรรมมีปัญหาต้อง “ตัดจ่าย” เพราะผลิตยาให้ลูกค้าไม่ทัน และเคยตั้งเป้าตัดจ่ายเอาไว้ปีละราวร้อยล้าน นพ.วิทิต ขอลดตัวเลขลงเป็นศูนย์ ทั้งๆ ที่รู้ดีว่าจะทำให้ได้คะแนนประเมินต่ำ แต่ นพ.วิทิต ยืนยันเพราะต้องการให้เป็นเป้าหมาย “ท้าทาย” และเร่งรัดการทำงานของตนและทีมงาน

คนอย่างนี้แหละที่รัฐมนตรีสาธารณสุขกำลังพยายามบดขยี้เพื่อ “เขี่ย” ออกไปให้พ้นหูพ้นตา

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน