
'ทักษิณ' รุกหนักดับเครื่องชน 'ศาล รธน.'
“วันนี้รัฐบาลและ สส. สว.พยายามจะแก้รัฐธรรมนูญ ทีแรกบอกแก้ทั้งฉบับไม่ยอมก็ไม่ว่ากัน แต่พอแก้รายมาตราก็มีพวกที่ขัดขวางความเป็นประชาธิปไตย
โดย...ชุษณ์วัฏ ตันวานิช
“วันนี้รัฐบาลและ สส. สว.พยายามจะแก้รัฐธรรมนูญ ทีแรกบอกแก้ทั้งฉบับไม่ยอมก็ไม่ว่ากัน แต่พอแก้รายมาตราก็มีพวกที่ขัดขวางความเป็นประชาธิปไตย คนเห็นแก่ตัวไม่กี่ตัวไปยื่นเรื่องที่ศาล แต่ศาลก็ดันรับไว้ แต่รับก็ต้องรับแบบเหนียมๆ เพราะรับสองเสียง ไม่รับสามเสียง เหมือนเล่นลิเก เลิกเล่นลิเกได้แล้วกับเรื่องของบ้านเมือง”
เพียงคำพูดข้างต้นไม่กี่คำจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 10 เม.ย. เพื่อรำลึกเหตุการณ์สลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง จะนำมาซึ่งการขยายผลสร้างแนวร่วมต่อสู้กับศาลรัฐธรรมนูญอย่างมากมายในปัจจุบัน ทั้งที่เมื่อดูจากถ้อยคำของอดีตนายกฯ ทักษิณแล้วจะไม่ได้เป็นคำสั่งชี้นำก็ตาม
ไม่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะส่งสัญญาณโดยตรงหรือโดยอ้อม แต่สถานการณ์ที่เห็นและเป็นไปในเวลานี้คือ การเดินหน้าชนทุกกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทย โดยมีเสื้อแดงเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็ก
พรรคเพื่อไทยวางเป้าหมายต้องบรรลุเป้าหมาย 3 ประการให้ได้ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับแก้ว 3 ประการ
1.การแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา พรรคกำลังประสบปัญหาอย่างหนักภายหลังศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องตามมาตรา 68 เพราะประเมินว่าการแก้ไขที่ไปแตะต้องมาตรา 68 ซึ่งเกี่ยวข้องกับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ อาจมีผลให้ศาลวินิจฉัยได้ว่าการแก้ไขรายมาตรามิชอบด้วยรัฐธรรมนูญและนำมาสู่การยุบพรรคในเวลาต่อมา
ด้วยเหตุผลนี้ คนเสื้อแดงจึงเป็นกลไกสำคัญของพรรคเพื่อไทยทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดลุกขึ้นประท้วงค้านการรับอำนาจศาล จนกลายเป็นภาพความขัดแย้งระหว่างตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและประชาชน
ถ้าเสื้อแดงไม่ออกมาเป็นแนวหน้าให้พรรคเพื่อไทยเพื่อดักทางศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมจะเป็นผลให้การคืนชีพวุฒิสภาเลือกตั้งล่มปากอ่าวด้วย
โดย สว.จากระบบเลือกตั้ง 200 คน และเครือญาติของ สส.ลงสมัครได้ตามที่คณะกรรมาธิการของรัฐสภาได้มีมตินั้นจะเป็นกุญแจเพื่อเปิดประตูสู่การเปลี่ยนแปลงกลั่นกรององค์กรอิสระด้วยจากเดิมที่ให้อำนาจเด็ดขาดเฉพาะคณะกรรมการสรรหาที่ส่วนใหญ่มาจากองค์กรศาล
อย่าลืมว่า สว.ระบบปัจจุบันเป็นลักษณะลูกผสมระหว่าง “สรรหา+เลือกตั้ง” โอกาสที่พรรคการเมืองจะเข้าไปมีบทบาทเป็นไปได้ยาก เพราะจะมี สว.เพียงครึ่งเดียวที่ต้องพึ่งพิงฐานเสียงพรรคการเมือง แต่การกลับมาเป็นระบบเลือกตั้งทั้งหมดแน่นอนว่าผู้สมัคร สว.ย่อมไม่อาจปฏิเสธพรรคการเมืองได้
เป็นคำตอบว่าทำไมรอบนี้พรรคเพื่อไทยถึงเดินหน้าแบบยอมหักแต่ไม่ยอมงอกับศาล
2.ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม กฎหมายนี้ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อให้สามารถกลับเข้าไทยได้อย่างเท่ๆ แต่เป็นการซื้อใจคนเสื้อแดงมากกว่า
ในกรณีนี้อดีตนายกฯ ทักษิณ ได้ส่งซิกมาตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย. มายังพรรคเพื่อไทยแล้วว่าสนับสนุนเต็มที่ จนเป็นเหตุให้สภาผู้แทนราษฎรมีมติเลื่อนร่างกฎหมายนิรโทษกรรมขึ้นมาเป็นวาระด่วนรอการพิจารณาในสมัยประชุมสามัญทั่วไปช่วงเดือน ส.ค.
จุดประกายสร้างความหวังให้กับมวลชนคนเสื้อแดงว่าจะมีโอกาสได้ออกมาจากเรือนจำแบบไร้มลทิน ที่สำคัญยังช่วยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ในสายตาของมวลชนดูดีขึ้นด้วย ไม่ใช่ลอยแพตามที่มีการกล่าวหา
เรียกได้ว่าได้ใจคนเสื้อแดงไปแบบเต็มๆ
3.ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ
สถานะของกฎหมายกู้เงินฉบับนี้ในสภาไม่น่าจะมีปัญหา ถึงอย่างไรพรรคเพื่อไทยก็มีเสียงล้นทั้งสภาบนสภาล่างอยู่แล้ว แต่พรรคเกิดความประหวั่นในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะเข้ามาวินิจฉัยว่ากฎหมายกู้เงินขัดกับรัฐธรรมนูญมากกว่า
หากกฎหมายฉบับนี้เป็นอะไรไปย่อมกระเทือนถึงการเลือกตั้งใหญ่ในอีก 2 ปีข้างหน้าด้วย
พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคเพื่อไทย จึงได้ออกมาลุยกันเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อแสดงความคิดเห็นสนับสนุนรัฐบาลกู้เงินเพื่อกลบข้อหา “กู้ชาตินี้ใช้ชาติหน้า”
ควบคู่ไปกับการให้รัฐมนตรีคนสำคัญของพรรคอย่าง “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” รมว.คมนาคม ในฐานะแม่งาน ถอดสูทลงพื้นที่ปราศรัยทุกภาคให้ประชาชนเห็นข้อดีว่า “รถไฟความเร็วสูงมีประโยชน์กับประเทศอย่างไร”
หวังว่าจะช่วยกระแสกดดันไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามารับพิจารณา หรือถ้ารับไว้พิจารณาก็ต้องยึดหลักรัฐศาสตร์ภายใต้ผลประโยชน์สาธารณะมากกว่าหลักนิติศาสตร์
การทุ่มสุดกำลังของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อที่อย่างน้อยพรรคเพื่อไทยจะได้มีทั้งกระสุนและกระแสเอาไว้สำหรับการเลือกตั้งที่มาจากการยุบสภาของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี ภายใต้ภาวะคับขัน
ในทางกลับกันหากพรรคเพื่อไทยไร้ซึ่งแก้ว 3 ประการในมือ และบังเอิญมาเผชิญกับสิ่งไม่คาดฝันจนต้องยุบสภาเท่ากับว่าการเป็นรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยที่ผ่านมานั้นสูญเปล่า







