
ยื่นปปช.เอาผิด‘ครม.กบอ.’ยกชุด
ภาคปชช.อัดยับ ทีโออาร์แผนน้ำ เปิดช่องทุจริต
ภาคปชช.อัดยับ ทีโออาร์แผนน้ำ เปิดช่องทุจริต
ภาคประชาชนจ่อฟ้อง ป.ป.ช.เอาผิด ครม.กบอ. ยกชุด ฐานทีโออาร์งบน้ำ เอื้อทุจริตขัดรัฐธรรมนูญ
เครือข่ายภาคประชาชน ประกอบด้วย มูลนิธิสืบนาคะเสถียร มูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ (ประเทศไทย) ศูนย์ข้อมูลเพื่อการช่วยเหลือผู้ประสบภัย Thaiflood.com และเครือข่ายธุรกิจสังคมและสิ่งแวดล้อม แถลงคัดค้านแผนบริหารจัดการน้ำเงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท ของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เนื่องจากสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติอย่างร้ายแรง ละเลยการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ ขัดต่อเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ
นายนิติธร ล้ำเหลือ กรรมการฝ่ายสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ กล่าวว่า วันที่ 30 เม.ย. เครือข่ายภาคประชาชนจะยื่นหนังสือคัดค้านแผนจัดการน้ำของ กบอ. ต่อนายกรัฐมนตรี
นอกจากนี้ วันที่ 1 พ.ค. จะยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยเอาผิดทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งคณะรัฐมนตรีที่ออกคำสั่งแต่งตั้ง กบอ. รวมถึงคณะกรรมการ กบอ.ทั้งคณะ ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ดำเนินการให้การประมูลงานของรัฐนำไปสู่การทุจริต
“ประเด็นร้อง ป.ป.ช.คือการกำหนดทีโออาร์ให้ผู้รับงานสามารถเบิกเงินล่วงหน้าได้ 5% ทั้งที่ยังไม่ผ่านการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและผลกระทบด้านสุขภาพ ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 67 ถือเป็นการอนุมัติเงินงบประมาณที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” นายนิติธร กล่าว
ขณะเดียวกัน กรอบทีโออาร์ยังระบุให้ผู้รับงานเป็นผู้ศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นเอง จึงเป็นการขัดผลประโยชน์อย่างชัดแจ้ง เนื่องจากคงไม่มีผู้รับงานใดศึกษาผลกระทบให้ผลออกมาไม่ผ่านเกณฑ์ในโครงการที่รับเหมาโครงการ ถือว่ารัฐดำเนินงานประมูลที่เปิดช่องให้เกิดการทุจริตในแผนงานดังกล่าว
นายนิติธร กล่าวว่า หลังจากยื่นเรื่องต่อนายกรัฐมนตรี และ ป.ป.ช.แล้ว หากรัฐยังไม่มีท่าทีตอบรับในข้อเรียกร้องของภาคประชาชน วันที่ 2 พ.ค. จะยื่นคำร้องต่อศาลปกครองเพื่อขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวด้วย
นายศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวว่า แผนบริหารจัดการน้ำของ กบอ. ไม่ได้ดำเนินตามกระบวนการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและผลกระทบด้านสุขภาพ
นอกจากนี้ รายละเอียดในทีโออาร์ของทั้ง 9 โมดูล ไม่มีขอบเขตของงาน ขาดรายละเอียดเชิงพื้นที่ รายละเอียดของโครงการ กรอบเวลา และไม่มีกลไกที่จะสร้างความเชื่อมโยงโครงการแต่ละโครงการเข้าด้วยกัน
นายศศิน กล่าวด้วยว่า การแบ่งความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ องค์กรเอกชนผู้รับจ้าง ยังขาดความชัดเจนว่าใครจะเป็นองค์กรหลักรับผิดชอบภายใต้แผนทั้ง 9 โมดูล บางโมดูลไม่มีความจำเป็นต้องรีบเร่ง โดยเฉพาะโครงการช่องทางน้ำ (ฟลัดเวย์) ซึ่งเป็นโครงการที่ใช้งบประมาณสูงกว่า 1 แสนล้านบาท ทั้งยังขาดการศึกษาด้านความคุ้มทุนของโครงการต่างๆ และมีความซ้ำซ้อนของการใช้งบประมาณที่ดำเนินงานด้านการจัดการน้ำอยู่แล้ว
ขณะเดียวกัน มีการโยกงบประมาณบางส่วนจากแผนเดิมที่รัฐบาลเคยแถลงไว้ในช่วงหลังอุทกภัยปี 2554 โดยเฉพาะโยกงบชดเชยพื้นที่รับน้ำนองไปดำเนินงานในส่วนอื่น อาจนำไปสู่ช่องทางทุจริตเงินงบประมาณ เนื่องจากไม่มีการชี้แจงที่ชัดเจนว่านำงบดังกล่าวไปใช้ในกิจกรรมใด และรัฐบาลยังให้บริษัทที่ได้รับสัมปทานมีอำนาจในการบริหารจัดการเบ็ดเสร็จ ซึ่งจะกระทบต่อชุมชนและวิถีชีวิตชาวบ้านอย่างร้ายแรง







