
ค่าแรง 300 'นายจ้างอ่วม-ลูกจ้างอด'
วันที่ 1 พ.ค. ถือเป็นวันกรรมกรสากล หรือที่ในประเทศไทยเรียกว่า
วันที่ 1 พ.ค. ถือเป็นวันกรรมกรสากล หรือที่ในประเทศไทยเรียกว่า วันแรงงานแห่งชาติ
ความสำคัญของวันดังกล่าว นอกจากเป็นวันหยุดประจำปีของบรรดาผู้ใช้แรงงานแล้ว ยังแฝงสัญลักษณ์แห่งการสามัคคีต่อสู้เพื่อปลดปล่อยชนชั้นกรรมกรจากการถูกนายทุนกดขี่ขูดรีด และเป็นธรรมเนียมที่กรรมกรทั่วโลกจะชุมนุมเดินขบวน ตลอดจนยื่นข้อเรียกร้องให้แก้ไขวาระหลักๆ ที่เป็นปัญหาของแวดวงแรงงานในแต่ละปี
ปัญหาปากท้องค่าแรงไม่พอยาไส้ เป็นหนึ่งในประเด็นที่ขบวนการแรงงานเรียกร้องมาโดยตลอด เพราะกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในอัตราที่ต่ำกว่าเงินเฟ้อแทบทุกปี พูดง่ายๆ ว่า ค่าจ้างตามไม่ทันค่าครองชีพ
ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นเหมือนเหมือนตลกร้าย จากเดิมจุดเริ่มต้นวันกรรมกรสากล 120 กว่าปีก่อนที่คนงานในยุโรปถูกใช้งานวันละ 1416 ชั่วโมง จนต้องเรียกร้องระบบ ‘สามแปด’ คือลดชั่วโมงทำงานเหลือ 8 ชั่วโมง พักผ่อน 8 ชั่วโมง และศึกษาหาความรู้ 8 ชั่วโมง แต่แรงงานไทยปัจจุบัน กลับต้องแห่กันทำโอทีเพราะลำพังค่าจ้างรายวันน้อยจนไม่พอใช้ โรงงานไหนไม่มีโอทีแรงงานไม่สนใจสมัครงาน กลายเป็นคำพูดติดปากว่า ‘แรงงานไทยอยู่ได้ด้วยโอที’
แม้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะสร้างปรากฏการณ์ขึ้นค่าจ้างแบบก้าวกระโดดประมาณ 40% เป็น 300 บาท ใน 7 จังหวัด คือ กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี ภูเก็ต สมุทรปราการ และสมุทรสาคร เมื่อวันที่ 1เม.ย. 2555 และขยายเป็น 300 บาททั่วประเทศ เมื่อวันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่าเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตพี่น้องผู้ใช้แรงงาน แต่กระนั้นความเป็นอยู่ของชนชั้นกรรมาชีพจะดีขึ้นจริงตามที่ตั้งเป้าไว้หรือไม่ ยังต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ต่อไป
ทว่า ในมุมมองของ ชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) มองว่า แม้นโยบายดังกล่าวจะเป็นสิ่งที่ดี แต่ในทางปฏิบัติแล้ว แรงงาน “ไม่ได้อะไร” จากค่าแรงที่เพิ่มขึ้น
เหตุที่ประธาน คสรท.ฟันธงเช่นนี้ เพราะมองว่ารัฐบาลมีปัญหาในการควบคุมดูแลค่าครองชีพ โดยก่อนหน้านี้ประมาณเดือน ส.ค. 2555 คสรท.เคยสำรวจค่าครองชีพของผู้ใช้แรงงานหลังจากที่มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท รอบแรก 1 เม.ย. 2555 พบว่า มีค่าใช้จ่ายต่อวันต่อคนและต่อครอบครัวเพิ่มขึ้นสูงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดถึง 113.92 บาท หรือ 32.7%
ผลสำรวจยังระบุด้วยว่า หากจะให้แรงงาน 1 คน สามารถเลี้ยงตัวเองได้ในภาวะค่าครองชีพในปัจจุบัน ควรปรับค่าจ้างให้อยู่ที่วันละ 348 บาทต่อคน และหากจะให้เลี้ยงตัวเองและสมาชิกในครอบครัวได้อีก 2 คน ตามนิยามค่าจ้างขั้นต่ำขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ต้องปรับขึ้นค่าจ้างเป็นวันละ 561 บาทต่อคน
“ที่ผ่านมาก็พูดเรื่องนี้มาโดยตลอด แต่ก็ยังไม่มีการแก้ไขหรือควบคุมราคาสินค้า แรงงานได้ค่าจ้างเพิ่มแค่ตัวเลข แต่คุณภาพชีวิตไม่ได้เพิ่มตาม เพราะได้เงินเท่าไหร่ก็เอาไปจ่ายค่าสินค้าหมด” ชาลี สรุป
นอกจากนี้แล้ว ชาลียังมองด้วยว่ารัฐบาลไม่ได้ดูแลลูกจ้างอย่างแท้จริง เพราะหลังจากการขึ้นค่าจ้าง 300 บาททั่วประเทศเมื่อวันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา ทั้งนายจ้างและลูกจ้างต่างก็ได้รับผลกระทบกันทั้งสองฝ่ายในส่วนของนายจ้างได้รับผลกระทบในแง่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ลูกจ้างบางส่วนก็ถูกปลดเพื่อลดต้นทุน
แต่มาตรการช่วยเหลือหรือบรรเทาผลกระทบของรัฐกลับมีความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน เพราะเวลานายทุนมีปัญหา รัฐจะรีบหามาตรการออกมาช่วยเหลือมากมาย แต่กลับไม่มีการพูดถึงการช่วยเหลือคนที่ถูกเลิกจ้างเลยว่าจะอยู่อย่างไร กินอะไร ครอบครัวจะได้รับผลกระทบอย่างไร
ประเด็นการเลิกจ้างก็เป็นอีกเรื่องที่ภาคแรงงานอยากให้รัฐเข้มงวดดูแลอย่างจริงจัง เพราะแม้กระทรวงแรงงานจะยืนยันว่าขึ้นค่าจ้างมา 34 เดือนแล้ว อัตราการเลิกจ้างยังอยู่ในระดับปกติ แต่ในมุมมองของประธาน คสรท.มองว่า ยังมีทริกที่นายจ้างใช้วิธีให้ลูกจ้างยื่นใบลาออกเองแทนที่จะเลิกจ้างตรงๆ รวมทั้งประเด็นปัญหาแฝง ที่แม้จะถูกเลิกจ้างหรือลาออกแล้วหางานใหม่ได้เลยทำให้ยอดตัวเลขคนว่างงานไม่พุ่งสูง แต่ลูกจ้างเหล่านี้ก็ไม่ได้รับเงินชดเชยจากที่ทำงานเก่า บางบริษัทใช้หลักการเลิกจ้างไปก่อน หากลูกจ้างอยากได้เงินชดเชยให้ไปฟ้องศาลแรงงานเอาเอง โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่ไม่มีการรวมตัวกันเป็นสหภาพแรงงานลูกจ้างก็แทบไม่มีอำนาจต่อรอง นายจ้างจ่ายเท่าไหร่ก็จำเป็นต้องยอมรับเท่านั้น
“ประเด็นแบบนี้ทำไมไม่เห็นรัฐบาลพูดบ้าง มันไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขเลิกจ้าง ดูตัวเลขว่างงานแล้วบอกว่าทุกอย่างปกติ” ชาลี กล่าว
แม้ฝั่งแรงงานจะบอกว่า “ไม่ได้อะไร” แต่ในมุมมองจากภาครัฐ กลับมองต่างแบบ 360 องศา
นพ.สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ยืนยันว่า ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ทำให้คุณภาพชีวิตผู้ใช้แรงงานดีขึ้น ผู้ใช้แรงงาน “ได้แน่นอน” เพราะค่าจ้างขั้นต่ำปรับขึ้นกว่า 40% แต่ราคาสินค้าปรับขึ้นเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์
“ถ้าใช้ชีวิตตามปกติเหมือนเดิมมันก็พอ แต่ถ้าได้ขึ้นค่าจ้างแล้วใช้จ่ายมากขึ้นตามไปด้วย แบบนั้นได้เท่าไหร่ก็ไม่พอใช้” ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าว
ปลัดกระทรวงแรงงาน ยังประเมินสถานการณ์ตลาดแรงงานหลังขึ้นค่าจ้าง 300 บาทด้วยว่า ภาพรวมระยะสั้นยังมีมุมมองเชิงบวก เพราะจากการติดตามตัวเลขการเลิกจ้างทั่วประเทศมีประมาณ 3,0004,000 คน/เดือน ถือว่าอยู่ในระดับปกติ เพราะลูกจ้างต้องมีการโยกย้ายเปลี่ยนแปลงที่ทำงานบ้าง ส่วนตัวเลขผู้ประกอบการที่ปิดกิจการเพราะสาเหตุจากค่าจ้าง 300 บาท มีเพียง 34 รายเท่านั้น
นอกจากนี้ ในระยะยาวการขึ้นค่าจ้างจะยิ่งเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ เพราะทำให้มีกำลังซื้อหมุนเวียนในระบบ ทำให้แรงงานต้องเพิ่มประสิทธิภาพงานตามค่าจ้างที่มากขึ้น นายจ้างต้องปรับตัวใช้เครื่องจักร เลิกผลิตสินค้าราคาถูก เพิ่มมูลค่าสินค้า ส่งผลให้ผลิตภาพ (Productivity) โดยรวมของประเทศในระยะยาวสูงขึ้นตามไปด้วย
“อีกประเด็นหนึ่งคือ อย่าลืมว่าตลาดแรงงานเราตอนนี้ตึงตัวมาก คนงานหายากขึ้นทุกวันเพราะเศรษฐกิจเราขยายตัวทุกปีๆ การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจะดีในแง่ที่ว่าช่วยผ่อนคลายภาวะความต้องการแรงงาน เนื่องจากใช้คนเท่าเดิมแต่ผลิตภาพสูงขึ้น ซึ่งก็ช่วยลดความต้องการแรงงานลงได้ในระดับหนึ่ง” นพ.สมเกียรติ กล่าว
ขณะที่มุมมองนักวิชาการอย่าง ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ตั้งข้อสังเกตว่า แม้หลายสำนักจะพยากรณ์การเติบโตของเศรษฐกิจปีนี้ว่าจะโตไม่ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา แต่ยังน่าเป็นห่วงว่าผลจากการขึ้นค่าจ้างแบบก้าวกระโดดจะทำให้อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นอีก 0.40.5% หรือมีคนว่างงานเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1 แสนคน
นักวิชาการทีดีอาร์ไอ ขยายความว่า หากจะรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ได้ไม่ต่ำกว่าเดิม ต้องเพิ่มผลิตภาพแรงงานขึ้นให้ได้ 8% ซึ่งผู้ประกอบการต่างก็ปรับตัวกันอย่างมโหฬาร และตั้งแต่ต้นปีนี้เป็นต้นมา ข้อมูลการจดทะเบียนยกเลิกกิจการมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตาม ยงยุทธ มองว่า ในส่วนของลูกจ้างเองไม่น่าห่วงมากนัก เพราะหากเป็นลูกจ้างที่อายุต่ำกว่า 35 ปี เชื่อว่ายังมีตลาดงานรองรับ โดยเฉพาะธุรกิจก่อสร้างซึ่งมีความต้องการแรงงานจำนวนมาก แต่หากเป็นแรงงานสูงอายุ อาจผันตัวออกไปเป็นแรงงานนอกระบบ หรือไปอยู่ในภาคเกษตร ซึ่งคุณภาพชีวิตในแง่สวัสดิการจะได้น้อยลง
“แรงงานที่ตกงานส่วนหนึ่งจะไหลไปภาคเกษตร แต่หากภาครัฐยังมีนโยบายอุดหนุนราคาสินค้าเกษตรเช่นนี้อยู่ เชื่อว่าคนกลุ่มนี้จะพออยู่ได้” ยงยุทธ กล่าว
ประเด็นที่นักวิชาการผู้นี้ห่วงคือกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีมากกว่า เพราะเมื่อพิจารณามาตรการช่วยเหลือของรัฐแล้ว ส่วนใหญ่เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจขนาดกลางถึงขนาดใหญ่มากกว่ารายเล็ก
“ระยะเวลาการขึ้นค่าจ้างไม่ผิด แต่ปัญหาอยู่ที่จะทำอย่างไรช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กหรือเอสเอ็มอีกลับมาเข้มแข็งได้อีก เพราะถ้ามีบางส่วนต้องล้มหายไป สมมติเอสเอ็มอีหายไปสัก 10% การที่จะกลับมายืนได้เหมือนเดิมมันไม่ง่าย จะมีบางส่วนที่ต้องเปลี่ยนสถานะตัวเองจากผู้ประกอบการกลับไปเป็นลูกจ้าง ซึ่งคุณภาพชีวิตลดลง ความมั่นคงในชีวิตลดลง” ยงยุทธ กล่าว







