
โลกมองไทย
ภายหลังจากที่รัฐบาลได้ประกาศพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงสื่อต่างประเทศก็ได้จับตามองและติดตามประเมินผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด
ยูมิ เทโสะ ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า ภายหลังจากที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แม้ว่าค่าเงินบาทจะมีการเปลี่ยนแปลงไปเพียงเล็กน้อย และตลาดหลักทรัพย์ก็ยังคงเปิดให้มีการซื้อขายกันตามปกติ แต่ก็ส่งผลกระทบกับการลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทพันธบัตรที่จะมีความเสี่ยงสูงขึ้น และอาจทำให้มูลค่าการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ลดต่ำลง
“
เป็นที่น่ากังวลว่าการชุมนุมประท้วงจะส่งผลให้ประชาชนลดปริมาณการบริโภคและการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งจะสร้างผลกระทบในเชิงลบต่อค่าเงินบาทและตลาดหุ้นของไทย” โทรุ นิชิฮามะ นักเศรษฐศาสตร์ชาวญี่ปุ่นจากสถาบันวิจัยไดอิจิ กล่าวนอกเหนือจากสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์และมูลค่าเงินบาทแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อภาพรวมของการบริโภคในประเทศไทยด้วย
เว็บไซต์บลูมเบิร์กรายงานด้วยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของไทยในเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ลดต่ำลงอีกเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน ทั้งนี้เนื่องมาจากความกังวลว่าสภาวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศจะถูกขัดขวางโดยสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นและยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลง
โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือน มี.ค. อยู่ที่ระดับ 69.8 ซึ่งลดลงจากเมื่อเดือน ก.พ. ที่อยู่ที่ระดับ 70.9
ทั้งนี้ ยังมีการคาดการณ์ต่อไปด้วยว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือน เม.ย. ก็น่าจะลดต่ำลงอีก โดยสาเหตุหลักก็ยังคงเป็นสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมือง







