
ขัดแย้งใหญ่-ปฏิรูปใหญ่ประเทศไทยปฏิรูปการเลือกตั้ง
ความขัดแย้งใหญ่คือโอกาสของการปฏิรูปใหม่ประเทศไทย ถ้ารักษาความขัดแย้งอย่างสันติไว้ได้ ซึ่งสังคมไทยมีความก้าวหน้ามามากในประเด็นนี้ สังคมต้องอดทนอดกลั้น อย่าให้เกิดความรุนแรง และอย่าเพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งแก้ปัญหาไม่ได้จริง ถ้าไม่ปฏิรูปใหญ่ วิกฤตการณ์จะเกิดซ้ำและในที่สุดหลุดไปสู่มิคสัญญีกลียุค
ปฏิรูปใหญ่ คือปฏิรูปให้เกิดความเป็นธรรมทุกทาง
ทั้งทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ทางกฎหมาย ทางการเมืองการปกครอง
ความเป็นธรรมทางการเมืองอย่างหนึ่ง คือ ความเป็นธรรมในการเลือกตั้ง
การเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรมเป็นบ่อเกิดของวิกฤตการณ์ทางการเมือง
การเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรมเกิดจากเงินมีอำนาจมากเกิน ทำให้เกิดระบอบธนาธิปไตย แทนที่จะเป็นประชาธิปไตย
เริ่มจากพรรคการเมืองที่มีเงินมากกว้านซื้อ หรือตกเขียว สส. ทุ่มทุนค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง อาจตก 3040 ล้านบาทต่อคน ถ้าส่งสมัคร 300 กว่าคนก็เป็นเงินกว่า 1 หมื่นล้านบาท เมื่อได้รับ
“เลือก” เข้ามาแล้ว หัวหน้าคอกก็ยังจ่ายเงินเลี้ยงดู หัวหน้าคอกที่มี สส. ในสังกัดพอก็มีอำนาจต่อรองไปเป็นรัฐมนตรี เมื่อเป็นก็หาทางคอร์รัปชันถอนทุนและหากำไร ทำให้การเมืองกลายเป็นการค้าหากำไร แทนที่จะเป็นการทำนุบำรุงบ้านเมืองและประชาชน วิธีการนี้ทำให้ สส. ต้องฟังคำสั่งซ้ายหันขวาหันจากนายทุนพรรค ไม่เป็นตัวของตัวเอง นายทุนพรรคคนเดียวอาจสั่ง สส. ได้หมดทั้งพรรค ถ้า สส. มีความรู้ มีศักดิ์ศรี มีวิจารณญาณด้วยตัวของตัวเอง รัฐสภาจะเป็นกลไกที่แก้ปัญหาวิกฤตของประเทศได้ดีที่สุด แต่ระบอบธนาธิปไตยได้ทำให้เกิดระบอบเผด็จการรัฐสภา รัฐสภาจึงไม่สามารถเป็นกลไกแก้วิกฤตชาติระบอบธนาธิปไตยทำให้ได้นักการเมืองไม่มีคุณภาพและคุณธรรมอย่างที่ควร ทำให้ระบบการเมืองไม่มีสมรรถนะในการพัฒนาชาติบ้านเมืองและนำการเมืองเข้าสู่วงจรอุบาทว์ คือ
“การเมืองด้อยคุณภาพปฏิวัติรัฐประหาร–เลือกตั้งได้นักการเมืองด้อยคุณภาพ” วนเวียนอยู่เช่นนี้โดยไม่มีทางออก และนำมาสู่วิกฤตการณ์ทางการเมืองเมื่อเงินเป็นใหญ่แต่เงินไม่เท่ากัน บางคนมีเป็นแสนๆ ล้าน ทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม การแข่งขันอะไรที่ไม่เป็นธรรมไม่สนุกไม่เป็นไปเพื่อการอยู่ร่วมกันด้วยดี แม้แต่สุนัขมันยังมีจริยธรรมในการเล่น ที่ตัวที่เก่งกว่าต้องแกล้งแพ้เพื่อให้ตัวอื่นชนะบ้าง การเล่นจะได้สนุก และอยู่ร่วมกันได้ (ดู Scientific American Mind, March /April 2010, หน้า 16) การเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรม เพราะเงินเป็นใหญ่ จึงไม่ใช่เครื่องยุติความขัดแย้ง แต่ตรงข้ามมากกว่า
ฉะนั้น การปฏิรูปใหญ่อย่างหนึ่ง คือปฏิรูปการเลือกตั้งให้เป็นธรรม
โดยขจัดอำนาจเงินลงให้มากที่สุด ควรศึกษาและระดมความคิดว่าจะขจัดอำนาจเงินในการเลือกตั้งได้อย่างไร คุณอุดร ตันติสุนทร เป็นผู้หนึ่งที่พยายามศึกษาเรื่องการลดคอร์รัปชันทางการเมือง คุณอุดรไปศึกษาการปฏิรูปการเมืองของญี่ปุ่น ซึ่งเดิมก็มีคอร์รัปชันเยอะ ญี่ปุ่นทำ 2 อย่าง คือ
1.กระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นอย่างเต็มที่
2.ป้องกันการใช้เงินในการเลือกตั้ง
สำหรับแนวคิดเรื่องการขจัดอำนาจเงินในการเลือกตั้งเท่าที่ผมรวบรวมจากคุณอุดร และบุคคลอื่นก็เช่น
1.ไม่บังคับให้ผู้ลงสมัคร สส. ต้องสังกัดพรรคการเมือง (ซึ่งทำให้ต้องขึ้นกับนายทุนใหญ่)
2.ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งโฆษณาหาเสียงได้เท่าเทียมกัน คือจำกัดขนาดและจำนวนโปสเตอร์หาเสียงให้ทำได้เท่ากัน รัฐจัดสรรเวลาหาเสียงทางวิทยุและโทรทัศน์ให้เท่ากันโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพื่อตัดการต้องพึ่งอำนาจเงิน
3.ผู้ที่ลงสมัคร สส. หรือเมื่อได้เป็นแล้วห้ามแจกเงิน ห้ามแจกของขวัญทุกชนิด ห้ามแจกพวงหรีด ห้ามจัดเลี้ยงทุกชนิด ห้ามไปงานเปิดป้ายร้านค้า ห้ามให้รางวัลนักกีฬา ที่ห้ามเช่นนี้เพราะการวิจัยพบว่านักการเมืองที่หาคะแนนนิยมจากราษฎรโดยเอาใจราษฎรอย่างนี้เป็นต้นเหตุของคอร์รัปชัน
4.ห้าม สส. รับเงินอุดหนุนค่าครองชีพหรือสินน้ำใจใดๆ จากผู้ใด มีแต่เงินเดือนในตำแหน่งเท่านั้น
การทำผิดกฎหมายต้องรับโทษทางอาญาคือติดคุก ไม่ใช่ตัดสิทธิทางการเมืองเท่านั้น
ต้องปฏิรูป สส. จากบทบาทอุปถัมภ์ราษฎร ไปเป็นผู้ทำนโยบายเพื่อราษฎรให้ได้ จึงจะแก้ปัญหาของราษฎรได้จริง
เท่าที่กล่าวข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่าง ควรปรึกษาหารือระดมความคิดกันอย่างจริงจังถึงการปฏิรูปการเลือกตั้งให้เป็นธรรม
ถ้าปฏิรูปการเลือกตั้งให้เป็นธรรม การเลือกตั้งก็จะเป็นทางออกให้บ้านเมือง







