
ศึกเขาพระวิหาร
รูปแบบของการศึกในยุคปัจจุบัน แตกต่างจากสมัยก่อนอย่างสิ้นเชิง ไม่มีการขี่ม้า ไสช้างเข้ากระทำยุทธหัตถีกันอีกแล้ว แต่เป็นการต่อสู้กันบนโต๊ะ สู้กันด้วยเหตุผลและพยานหลักฐาน โดยมีคนกลางเป็นคนตัดสิน
รูปแบบของการศึกในยุคปัจจุบัน แตกต่างจากสมัยก่อนอย่างสิ้นเชิง ไม่มีการขี่ม้า ไสช้างเข้ากระทำยุทธหัตถีกันอีกแล้ว แต่เป็นการต่อสู้กันบนโต๊ะ สู้กันด้วยเหตุผลและพยานหลักฐาน โดยมีคนกลางเป็นคนตัดสิน
การแถลงด้วยวาจาที่ศาลโลกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ต่างไปจากการทำศึกสงครามในสมัยก่อน
ฝ่ายไทยมีท่านทูตวีรชัย พลาศรัย เป็นแม่ทัพนำทัพออกศึก โดยมี 3 เสนาบดีไปเป็นพระอันดับ นั่งออกทีวีให้คนไทยเห็น ไม่รู้ว่าท่าน 3 เสนาบดีไปช่วยงานศึกทางด้านไหน หรือไปให้กำลังใจเพื่อให้เห็นว่าได้ทำงานแล้ว ส่วนเขมรนั้น ให้เสนาบดี ฮอร์นัมฮง เป็นแม่ทัพออกศึก โดยทั้งสองฝ่ายต่างใช้บริการฝรั่งตาน้ำข้าวเป็นขุนศึก เพียงแต่ของไทยเรามีขุนศึกสตรีที่เป็นขวัญใจชาวไทยอยู่ในขณะนี้
การศึกครั้งนี้เป็นที่สนใจของคนไทยทั้งประเทศ และน่าจะรวมถึงชาวเขมรด้วย ประชาชนทั้งสองประเทศต่างส่งกำลังใจไปให้นักรบของตนเอง
แต่การศึกครั้งนี้จะมีคนไทยที่เป็นสาวกของพระยาจักรี เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนแอบไปจับมือกับพระยาละแวกแห่งเขมร คอยเป็นไส้ศึกให้กับข้าศึกศัตรูบ้างหรือไม่ ยังเป็นที่สงสัยอยู่
ในมุมมองของไทยเรา เรามั่นใจในเหตุผลและพยานหลักฐาน ผมก็ไม่รู้ว่าชาวเขมรเขาจะมั่นใจในการออกศึกของเสนาบดีใหญ่ของเขาเหมือนของคนไทยหรือไม่ สื่อเขมรอาจประโคมข่าวเหมือนของเราก็ได้ว่า ฝ่ายเขมรชี้แจงชัดเจน มีน้ำหนักหักล้างไทยได้อย่างชัดเจน ก็เป็นไปได้
การออกศึกครั้งนี้เสร็จสิ้นแล้ว เหลือเพียงกรรมการที่จะรวมคะแนนเท่านั้น
หลังเสร็จศึก ได้เกิดนักรบผู้กล้า ขวัญใจปวงชนชาวไทยทันที 2 ท่าน หนึ่งนั้นคือท่านแม่ทัพใหญ่ ท่านทูตวีรชัย และขุนพลหน้าหวานชื่อน่ารัก มิสอลินา มิรอง ซึ่งสื่อทุกแขนงหาประวัติมานำเสนอให้อย่างละเอียดแล้ว
ประเด็นที่ผมเห็นว่า ในฐานะประชาชนน่าจะได้รับรู้ไว้ คือ เขมรยื่นคำร้องขออะไรกับศาล อ้างเหตุผลอะไร ไทยต่อสู้อย่างไร มีเหตุผลและหลักฐานอย่างไร
ผมไม่เคยเห็นเอกสารจริงๆ จึงขอนำข้อสรุปที่กองเขตแดน กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ได้สรุปไว้ มาสรุปให้ท่านเข้าใจง่ายๆ อีกครั้งในมุมมองของผม ดังนี้
เขมรอ้างว่า คำพิพากษาเมื่อปี 2505 พิพากษาให้ปราสาทพระวิหารอยู่ในอำนาจอธิปไตยของเขมร โดยอ้างตามแผนที่ 1:200,000 ซึ่งระบุไว้ในภาคผนวกของคำพิพากษา การที่จะพิพากษาอำนาจอธิปไตยได้ ย่อมต้องหมายถึงเขตแดนด้วย โดยเขมรอ้างว่า “เส้นเขตแดนดังกล่าวถูกกำหนดโดยแผนที่ที่ศาลได้อ้างถึงในหน้า 21 ของคำพิพากษา (แผนที่ภาคผนวก 1) ซึ่งแผนที่ดังกล่าวทำให้ศาลสามารถตัดสินได้ว่า อธิปไตยกัมพูชาเหนือปราสาทเป็นผลโดยตรงและอัตโนมัติของอธิปไตยกัมพูชาเหนือดินแดนอันเป็นที่ตั้งของปราสาท”
โดยสรุป เขมรอ้างว่าคำพิพากษาเดิมไม่ชัดเจน และไทยยังไม่ได้ปฏิบัติตาม โดยยังมิได้ถอนกำลังทหารหรือตำรวจออกจากบริเวณใกล้เคียงปราสาท โดยเขมรให้เหตุผลว่า วรรคปฏิบัติการที่ 2 ของคำพิพากษาเดิมไม่ระบุชัดเจนว่า “บริเวณใกล้เคียงปราสาท” ครอบคลุมพื้นที่แค่ไหน ดังนั้น เขมรจึงขอให้ศาลตัดสินว่า ขอบเขตของ “บริเวณใกล้เคียงปราสาท” จะต้องเป็นไปตามเส้นเขตแดนที่ปรากฏบน “แผนที่ภาคผนวก 1” ซึ่งแนบท้ายคำฟ้องของเขมรในคดีเดิม ตามที่เขมรถ่ายทอดเส้นดังกล่าวในปัจจุบัน ซึ่งฝ่ายเขมรเห็นว่าบริเวณดังกล่าวมีขนาด 4.6 ตารางกิโลเมตร
บริเวณใกล้เคียง หมายถึง Vicinity ที่ผู้พิพากษาท่านหนึ่งถามถึง และขอให้ทั้งสองฝ่ายทำเสนอต่อศาลนั่นแหละครับ
คำขอของเขมรใช่ว่าจะเลื่อนลอยไร้เหตุผล เขมรพยายามชี้ให้เห็นว่า หากไม่วินิจฉัยเรื่องเขตแดน จะชี้ขาดอำนาจอธิปไตยได้อย่างไร และเขตแดนที่คำพิพากษาอ้างถึงนั้น ก็คือแผนที่ 1:200,000 นั่นเอง
สำหรับข้อต่อสู้ของไทยเราตามที่กองเขตแดนสรุปไว้นั้น เราสู้ทุกประเด็น ตามภาษานักกฎหมายก็ต้องว่า สู้ทุกเม็ด ไม่ปล่อยให้หลุดไปเลยไม่ว่าประเด็นเล็กหรือใหญ่
ประเด็นที่พูดถึงกันมากคือ ศาลไม่มีอำนาจวินิจฉัยตีความ เพราะคำพิพากษาปี 2505 ชัดเจนอยู่แล้วนั้น ผมขอข้ามไป เพราะเมื่อศาลรับไว้และมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว มันสะท้อนให้เห็นว่าศาลมีความเห็นในเบื้องต้นอย่างไร
ประเด็นหลักที่ไทยเราต่อสู้คือ เขมรเริ่มคดีในปี 2502 มีความชัดเจนว่า เขมรได้กำหนดขอบเขตของข้อพิพาทเฉพาะอธิปไตยบน “ดินแดนผืนหนึ่ง...ซึ่งซากหักพังของปราสาทตั้งอยู่” และไม่ได้ขอให้ศาลตัดสินเรื่องเขตแดน
“คำให้การของคู่ความทั้งที่เป็นข้อเขียนและทางวาจาในชั้นเนื้อหาสาระในคดีเดิมต่างชี้ว่า ประเด็นแห่งข้อพิพาทในปี 25022505 จำกัดเฉพาะอธิปไตยเหนือปราสาท และประเด็นดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับเขตแดน โดยศาลนำ “แผนที่ภาคผนวก 1” มาใช้เพียงเพื่อชี้ตำแหน่งที่ตั้งของปราสาท และไม่ใช่เพื่อกำหนดเส้นเขตแดนในบริเวณดังกล่าว
ขอบเขตของข้อพิพาทในคดีเดิมตามที่กัมพูชาได้ยื่นให้ศาลพิจารณาตั้งแต่แรกเริ่มได้เปลี่ยนแปลงในช่วงสุดท้ายของกระบวนการพิจารณา โดยกัมพูชาได้พยายามที่จะขยายขอบเขตคำขอของตนให้ครอบคลุมเรื่องเขตแดนด้วย ซึ่งศาลก็ได้ปฏิเสธคำขอดังกล่าวไว้อย่างชัดเจนแล้ว”
หากคดีเดิม เขมรฟ้องและขอให้พิพากษาเพียงอำนาจอธิปไตยเหนือซากหักพังของปราสาทตั้งอยู่ และยิ่งหากต่อมาเขมรขอเพิ่มเติมให้ศาลวินิจฉัยถึงเขตแดนด้วย แต่ศาลปฏิเสธ โดยหลักกฎหมายแล้ว ศาลย่อมไม่อาจพิพากษาเกินคำขอได้ และเมื่อศาลปฏิเสธที่จะพิจารณาคำขอเรื่องเขตแดนแล้ว ย่อมไม่อาจตีความคำพิพากษาปี 2505 ให้ครอบคลุมถึงเรื่องเขตแดนได้
นั่นคือ แม้ศาลจะมีอำนาจรับคดีของเขมรไว้พิจารณา แต่ไม่อาจตีความคำพิพากษาให้เกินเลยไปกว่าคำพิพากษาเดิมที่ชัดเจนอยู่แล้ว
นอกจากข้อต่อสู้ที่ไทยเรายกขึ้นต่อสู้ที่ชัดเจนดังกล่าวแล้ว ยังมีอีกหลายประเด็นที่ชัดเจน และน่าจะทำให้คนไทยสบายใจได้ แต่เนื้อหมดเสียแล้ว เอาไว้คราวหน้าค่อยว่ากันใหม่
แต่อย่างไรก็ตาม อย่าได้ไว้ใจลูกหลานพระยาละแวกเป็นอันขาด ในการต่อสู้คดีเมื่อปี 2505 เราก็เคยมั่นใจมาแล้ว แต่ฤทธิ์เดชพระยาละแวกที่น่ากลัวแล้ว ยังน่ากลัวน้อยกว่าฝรั่งที่จะเป็นคนตัดสิน
เผื่อใจไว้บ้างนะครับ







