posttoday
ศก.โลกพิการ เติบโตไร้สมดุล ภาคผลิต/จ้างงานแย่ ฟองสบู่พุ่ง

ศก.โลกพิการ เติบโตไร้สมดุล ภาคผลิต/จ้างงานแย่ ฟองสบู่พุ่ง

22 เมษายน 2556

กลายเป็นประเด็นที่ต้องกลับมาจับตามองกันอีกครั้งสำหรับภาวะความเคลื่อนไหวเศรษฐกิจโลกในขณะนี้

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

กลายเป็นประเด็นที่ต้องกลับมาจับตามองกันอีกครั้งสำหรับภาวะความเคลื่อนไหวเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ หลังจากที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ออกมาตัดลดแนวโน้มการขยายตัวจีดีพีในปีนี้ลงมาอยู่ที่ 3.3% ลดลงจากเดิมที่ 3.5%

พร้อมกันนี้ ไอเอ็มเอฟยังได้เตือนอีกว่าการฟื้นตัวจากภาวะวิกฤตที่ไม่สมดุลกันของโลกกำลังสั่นคลอนการฟื้นตัวในระยะยาว เห็นได้จากการที่ยุโรปกับญี่ปุ่นที่ยังจมอยู่กับภาวะถดถอยอยู่ สหรัฐที่ยังไม่สามารถฟื้นตัวอย่างเต็มที่และเอเชียที่แม้หลายประเทศจะเกิดการชะลอตัวลง แต่โดยภาพรวมก็ถือว่ามีการขยายตัวที่ร้อนแรงกว่าเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ ในโลก ซึ่งภาวะดังกล่าวเรียกได้ว่าภาวะเศรษฐกิจโลกในตอนนี้กำลังดำเนินไปคนละทิศคนละทาง ไร้จุดหมายปลายทางอย่างสิ้นเชิง

คำเตือนของไอเอ็มเอฟที่ออกมานั้น ถือว่าสะท้อนปัญหาภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่เป็นไปอย่างไม่สมดุลได้อย่างแจ่มชัดที่สุด

เพราะการที่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่างยุโรป สหรัฐ และญี่ปุ่น ยังจมอยู่ในภาวะย่ำแย่และทำท่าว่าจะยังไม่มีแนวโน้มว่าจะสามารถฟื้นตัวได้ในเร็วๆ นี้ แน่นอนว่าการใช้มาตรการกระตุ้นและอัดฉีดต่างๆ ก็ยังคงจะเดินต่อไป โดยเหล่านักวิเคราะห์และสื่อมวลชนหลายสำนักคาดการณ์ว่าในอีกไม่ช้านี้ ทางธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) น่าจะออกมาตัดลดดอกเบี้ยลงจากที่ระดับ 0.75% อย่างแน่นอน เนื่องจากสถานการณ์ในยุโรปส่อแววว่าจะย่ำแย่อีกครั้ง จากปัญหาในไซปรัสและการเมืองในอิตาลี

ดังนั้น ภูมิภาคเอเชียรวมไปถึงกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่มีการเติบโตอย่างร้อนแรงกว่าภูมิภาคอื่นๆ ของโลก จึงมีแนวโน้มว่าจะต้องแบกรับผลจากเงินทุนร้อนของประเทศพัฒนาแล้วต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งภาวะดังกล่าวเปรียบเสมือนกองฟางที่กำลังเข้ามาเร่งสุมไฟภาวะฟองสบู่ และภาวะการแข็งค่าของค่าเงินในภูมิภาคมากยิ่งขึ้นไปอีก จนนำไปสู่ภาวะสงครามค่าเงินอย่างเต็มรูปแบบในที่สุด เห็นได้จากการที่หลายประเทศออกมาตรการแทรกแซงค่าเงินให้เห็นบ้างแล้ว เช่น เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์

นอกจากนี้ สัญญาณที่บ่งบอกและสะท้อนถึงความผิดปกติพิกลพิการของเศรษฐกิจโลกโดยรวมก็คือความล้มเหลวในการดำเนินนโยบายการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ เพราะทั้งๆ ที่หลายประเทศต่างก็มีการเร่งงัดมาตรการและนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมาหลายระลอกติดต่อกันแล้ว เช่น สหรัฐ ที่มีการใช้นโยบายเข้าซื้อสินทรัพย์ (คิวอี) มาแล้วถึง 3 ครั้ง และตรึงอัตราดอกเบี้ยต่ำที่ 0-0.25% มาหลายปี ขณะที่ยุโรปเองก็ใช้มาตรการอัดฉีดเงินสินเชื่อเข้าระบบขนานใหญ่ (แอลทีอาร์โอ) ถึง 2 ครั้ง แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับไม่เป็นที่น่าพอใจนัก

เนื่องจากเม็ดเงินจากการกระตุ้นได้แห่แหนเข้าไปกองและลงทุนอยู่ในภาคสินทรัพย์และตลาดหุ้นเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่ภาคเศรษฐกิจจริง เช่น การจ้างงาน ภาคการผลิต กลับไม่ได้รับผลประโยชน์เท่าที่ควร เห็นได้จากอัตราการจ้างงานในยุโรปและสหรัฐที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่การเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการต่างๆ โดยเฉพาะรายย่อย (เอสเอ็มอี) กลับเป็นไปอย่างยากลำบาก

ไม่เพียงเท่านั้น สัญญาณที่บ่งชี้ว่าการกระตุ้นที่เกิดขึ้นนั้นเกิดความล้มเหลวในเชิงโครงสร้างอย่างสิ้นเชิงก็คือ แนวโน้มการที่หลายประเทศกำลังจะเดินหน้าเข้าสู่ภาวะเงินฝืด แทนที่จะเป็นเงินเฟ้ออย่างที่หลายฝ่ายกำลังกังวลกันไปก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะสหรัฐ ที่ตัวเลขดัชนีรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล ซึ่งเป็นมาตรการวัดเงินเฟ้อที่สำคัญในปีที่แล้วปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียงแค่ 1.3% ขณะที่เป้าหมายอยู่ที่ 2%

ตัวเลขที่บ่งบอกถึงเงินเฟ้อที่ลดลงกำลังสะท้อนว่าภาคการบริโภค การจ้างงาน และการผลิตในประเทศที่ขึ้นชื่อว่ามีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกกำลังมีปัญหาอย่างหนัก ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วการใช้มาตรการอัดฉีดขนาดใหญ่ของเฟด ทั้งมาตรการคิวอีเดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และตรึงอัตราดอกเบี้ยต่ำที่ 0-0.25% น่าจะทำให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้นไปอย่างน้อยที่ 2-3%

นอกจากนี้ ปัจจัยของภาวะเงินฝืดยังถูกขับดันจากแนวโน้มการค้าระหว่างประเทศที่คาดว่าจะมีการกีดกันสูงขึ้นเรื่อยๆ ดังเห็นได้จากผลสำรวจนักธุรกิจระดับผู้บริหาร 3,000 คน ใน 25 ประเทศ โดยบริษัท เจเนอรัล อีเลคทริค (จีอี) เมื่อเร็วๆ นี้พบว่า 71% ของผู้บริหารต่างต้องการให้รัฐบาลออกกฎปกป้องธุรกิจของประเทศ

ขณะที่องค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ระบุเมื่อต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ว่า แนวโน้มการค้าทั่วโลกในปีนี้จะลดลงมาเหลืออยู่ที่ 3.3% จากเดิม 4.5% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวกำลังทำให้หลายประเทศหันมาใช้มาตรการปกป้องตลาดภายใน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในของตนเอง

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่แปลกที่ไอเอ็มเอฟรวมไปถึงบรรดาประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของโลก 20 ประเทศ (จี20) จะออกมาเรียกร้องให้ทั่วโลกหันมาร่วมมือกันดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาที่รากฐานให้มากกว่านี้ และการแก้ปัญหาก็ควรจะต้องมองไปถึงการแก้ปัญหาในภาคเศรษฐกิจจริง เช่น การจ้างงานและภาคการผลิตมากขึ้น เพราะการแก้ปัญหาผ่านการใช้มาตรการกระตุ้นอัดฉีดนั้น ก็มีแต่จะทำให้เกิดภาวะฟองสบู่ในสินทรัพย์ ซึ่งเป็นการเติบโตที่กลวงเปล่าเท่านั้น

นอกจากนี้ ไอเอ็มเอฟ ก็ยังย้ำด้วยว่า การเติบโตและขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกจะไม่สามารถเดินไปอย่างมั่นคงเลย หากว่าการเติบโตยังเป็นไปคนละทิศคนละทาง ดังนั้นทุกประเทศจึงต้องใส่ใจกับการเดินหน้าแก้ไขปัญหาของตนเอง เพื่อปูทางไปสู่การเดินเครื่องการเติบโตให้เป็นไปอย่างสมดุลกัน

ฉะนั้น หากปัญหาดังกล่าวยังไม่ได้รับการแก้ไขขึ้นมาอย่างจริงจัง แน่นอนว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในระยะยาวจะต้องเดินหน้าเข้าสู่ภาวะยากลำบากอย่างแน่นอน เพราะในฟากประเทศพัฒนาแล้วก็จะเจอกับการถดถอยและการฟื้นตัวที่เบาบาง ส่วนเอเชียและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ก็ไม่สามารถพึ่งพาได้ เพราะได้เดินหน้าเข้าสู่ภาวะฟองสบู่แตกและลัทธิการกีดกันทางการค้า ที่เกิดจากปัญหาสงครามค่าเงินไปแล้ว

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ