
มธ.ชี้ช่องว่างรวย-จนถ่างกว่า10เท่าต้นเหตุปัญหาการเมือง
คณบดีเศรษฐศาสตร์ มธ.ชี้ช่องว่างคนรวย-จนถ่าง 13.1เท่า คือเหตุหนึ่งของวิกฤต "ยุบสภา"แค่ลดแรงกดดัน แต่หากการเมืองยังพบทางตันก็จำต้องยุบ
คณบดีเศรษฐศาสตร์ มธ.ชี้ช่องว่างคนรวย-จนถ่าง 13.1เท่า คือเหตุหนึ่งของวิกฤต "ยุบสภา"แค่ลดแรงกดดัน แต่หากการเมืองยังพบทางตันก็จำต้องยุบ
รศ.ปัทมาวดี โพชนุกูล ซูซูกิ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะหัวหน้ากลุ่มจับตานโยบายรัฐบาล((Policy Watch) เปิดเผยว่า การพัฒนาที่ผ่านมาแม้จะทำให้จำนวนคนจนน้อยลง แต่ไม่ได้ทำให้ความแตกต่างของรายได้ระหว่างคนรวยกับคนจนดีขึ้น โดยข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ ชี้กลุ่มคนรวยสุดในไทย 10% มั่งคั่งกว่าคนจนที่สุด 13.1เท่า
"อยากเห็นช่องว่างปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 5-6 เท่า ซึ่งเป็นระดับเดียวกับประเทศญี่ปุ่น ตัวเลขนี้อยู่ในกลุ่มใกล้เคียงกับประเทศ จีน และ ออสเตรเลีย ที่มีช่องว่างคนรวยกับคนจนที่ 11 เท่า ก็ยังดีกว่าประเทศสหรัฐอเมริกา และสิงคโปร์ ช่องว่างอยู่ที่ 15.9 เท่า และ 17.7 เท่าตามลำดับ"
คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ กล่าวว่า ปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบันส่วนหนึ่งก็มาจากปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ รวมไปถึงการบริหารจัดการประเทศที่ให้โอกาสแก่คนในสังคมไม่เท่าเทียมกัน ปัญหาดังกล่าวเกิดมานานเรื้อรัง และตัวหลักสำคัญก็ไม่ใช่แค่เพียงรัฐบาลหรือภาคการเมือง แต่ยังมีภาคราชการและเอกชนที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน
"ปัญหาของไทยเป็นปัญหาเชิงคุณภาพที่ลึกกว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ โดยที่อาการของปัญหายังไม่ได้สะท้อนออกมาอย่างชัดเจน จนกระทั่งเราประสบปัญหาการเมืองในปัจจุบัน"
รศ.ปัทมาวดี กล่าวว่า นโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบันอาจมีผลดีในเชิงโครงสร้างมีสองนโยบายเท่านั้น คือ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และการออมชราภาพ เพียงแต่รัฐบาลยังสร้างความเข้าใจต่อสังคมในวงกว้างได้ไม่เพียงพอ และยังไม่บรรลุขั้นตอนในการผลักดันกฎหมายออกมาได้ และแม้นโยบายที่ดินยังไม่ได้ไปสู่จุดที่ดีที่สุด คือ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างยังไม่ใช่อัตราภาษีก้าวหน้า โฉนดชุมชนยังไม่ได้ให้สิทธิสมบูรณ์แก่ชุมชน แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
ส่วนนโยบายอื่นๆ ของรัฐบาล ภายใต้ชื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไม่สามารถจะนำทางแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทำให้ประชาชนมีคุณภาพที่ดีได้อย่างแท้จริง อีกทั้งนโยบายที่ต่อยอดจากนโยบายของรัฐบาลชุดก่อน ยังไม่ชัดเจนว่าจะบริหารจัดการได้ดีกว่าเดิมหรือไม่ เช่น กองทุนหมู่บ้าน หรือ โอท็อป เป็นต้น
รศ.ปัทมาวดี กล่าวอีกว่า บทเรียนสำคัญที่ควรเรียนรู้จากวิกฤตการเมืองที่เกิดขึ้น คือ ภาคการเมืองต้องมีนโยบายที่ดี ไม่สร้างแรงกดดันด้วยการให้คุณหรือโทษอย่างลำเอียงแก่ภาคราชการ ไม่ทุจริตเชิงนโยบาย และต้องไม่ใช้นโยบายแสวงหาประโยชน์ใส่ตัวเอง
นอกจากนี้ ยังสะท้อนด้วยว่า นโยบายประชานิยมไม่สามารถได้รับความนิยมเสมอไป หากแก้ปัญหาไม่ตรงจุด รวมถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมเป็นความอยุติธรรม การชุมนุมของกลุ่ม นปช. แสดงให้เห็นว่ามีประชาชนจำนวนมากคับข้องใจต่อสภาพนี้ ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาได้ฝ่ายเดียว แต่ต้องเปลี่ยนทัศนคติของคนในสังคม และนโยบายสวัสดิการสังคมในปัจจุบันยังไม่สามารถแก้ปัญหาพื้นฐานเชิงโครงสร้างของสังคมไทยได้
สำหรับข้อแนะของกลุ่มโพลิซี วอทช์ เสนอว่า พรรคการเมืองและภาคราชการจะต้องเรียนรู้ปัญหาวิกฤตการเมืองครั้งนี้และแก้ปัญหาด้วกการปฎิรูปตัวเอง จะทำให้เกิดธรรมาภิบาลในองค์กรและต่อประชาชนอย่างไร
นอกจากนี้ประเทศไทยจำเป็นต้องจริงจังกับการลดการรวมศูนย์การจัดการไว้กับภาคราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น กระจายอำนาจทางการคลังและการสร้างศักยภาพของท้องถิ่นและชุมชนอย่างมีเป้าหมายและขั้นตอนที่ชัดเจน
"รัฐบาลควรสนับสนุนการเปิดเวทีสาธารณะให้ทุกฝ่าย ทั้งภาคการเมือง ภาคราชการ ภาคเอกชนและประชาสังคม เสนอทางออกที่เป็นรูปธรรมเพื่อการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง"
ส่วนประเด็นยุบสภาเห็นว่าอาจช่วยลดแรงกดดันทางการเมือง แต่ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่เป็นทางออกให้กับสังคมไทยอย่างแท้จริง ถ้าพรรคการเมืองต่างๆ ยังไม่สามารถเสนอนโยบายที่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง และประชาชนยังไม่เข้าใจหรือตระหนักถึงปัญหาของความเหลื่อมล้ำหรือสังคมสองมาตรฐานและยังมีทัศนคติแบบเดิม
"การยุบสภาไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ตัวเนื้อแท้ แต่ในสภาพที่ถึงทางตัน แล้วไม่สามารถทำอะไรได้ ขณะที่ความสูญเสียยังคงเกิดขึ้นเรื่อยๆ การยุบสภาแล้วล้างไพ่กันใหม่ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ที่สำคัญสุดคือ ต้องถามว่ายุบสภาแล้วจะเป็นยังไงต่อไป ตรงนี้อยากให้ช่วยกันคิด แต่ถ้ายังไม่ยุบก็อยากเห็นทุกฝ่ายทำงานได้ ต่างฝ่ายต่างกลับไปทำงาน เพราะถ้าตัดปัญหาเรื่องการเมืองออกไปก็ยังเห็นว่ารัฐบาลทำงานได้อยู่" คณบดีเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ กล่าว







