
มาร์คแจงไม่มีสลายชุมนุมย้ำปิดพีทีวีระงับบิดเบือนข่าว
อภิสิทธิ์แจงไม่มีการสลายม็อบ ยันปิดพีทีวีเพราะต้องการลดการบิดเบือนข้อมูลสร้างความแตกแยกในสังคม เผยเจ้าหน้าที่จะเพิ่มความเข้มงวดตั้งด่านสกัดผู้ชุมนุมเข้ามาสมทบ
อภิสิทธิ์แจงไม่มีการสลายม็อบ ยันปิดพีทีวีเพราะต้องการลดการบิดเบือนข้อมูลสร้างความแตกแยกในสังคม เผยเจ้าหน้าที่จะเพิ่มความเข้มงวดตั้งด่านสกัดผู้ชุมนุมเข้ามาสมทบ
เมื่อเวลา 21.15 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงว่า ขอเรียนพี่น้องประชาชนครับว่าหลังจากเมื่อวานนี้ได้แถลงประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯเพื่อคืนความสงบสุข จึงอยากขอรายงานความคืบหน้า และ ขอทวนว่าการออก พ.ร.ก.เพื่อแก้ไขสถานการณ์ 4 ประการ คือ 1.การคืนพื้นที่ต่างๆให้กลับมาใช้ได้ตามปกติ 2.การหยุดยั้งการเสนอข่าวสารที่สร้างความแตกแยก 3.การดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดกฎหมาย และ 4.การเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวังเหตุวินาศกรรม ซึ่งทั้ง 4 ส่วนมีความสำคัญ และ สังเกตเห็นว่าพี่น้องประชาชนที่ชุมนุมมุ่งเน้นพูดจาว่าทางรัฐบาลจะสลายการชุมนุม ทางรัฐบาลขอย้ำว่าผมต้องการเห็นการชุมนุมยุติลง ปัญหาต่างๆที่ขุ่นข้องหมองใจทางรัฐบาลพร้อมจะเสนอทางออกในการแก้ไขปัญหาบริหารต่อไป
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมมีการสะสมเพิ่มพูนมาโดยลำดับการคาดหวังว่าจะให้นำสถานการณ์กลับคืนมาได้โดยเร็วนั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และ การแก้ไขพยายามที่จะไม่เพิ่มบาดแผลให้สังคมด้วย และ ใน 24 ชม.แรกได้พยายามติดตามสถานการณ์ จึงจำเป็นต้องหยุดการสร้างความแตกแยกและความเกลียดชัง ด้วยการปิดสถานีพีทีวี
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ผู้ที่ปราศรัยบนเวทีกล่าวชัดเจนว่า รัฐบาลจะเข่นฆ่าประชาชน แต่ในทางตรงข้ามกับความเป็นจริง เพราะรัฐบาลต้องการนำสถานการณ์กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยไม่สร้างบาดแผลใดๆเลย และ ยิ่งเมื่อประชาชนได้รับการเผยแพร่ข้อความในลักษณะนี้ จะมองว่ารัฐบาลเป็นศัตรู จึงมาร่วมชุมนุมกันมากขึ้น ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งไม่เห็นด้วยกับการชุมนุม เมื่อฟังคำปราศัยจากผู้ชุมนุมแล้วจะรู้สึกเกลียดกลุ่มผู้ชุมนุมมากขึ้น เกิดความรู้สึกที่อยากจะให้รัฐเข้าไปสลาย ซึ่งทางรัฐบาลไม่ต้องการให้ติดกับดักนี้
“อยากขอเรียนว่าการทำสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายในการปิดสถานีพีทีวี แต่ในภาพรวมในช่วงสายของวันนี้ได้ระงับยับยั้งการนำเสนอข้อมูลข่าวสารลักษณะนี้ให้ลดลงไปแล้วโดยลำดับ และ คาดหวังว่าความรู้สึกเกลียดชิงชังได้ลดลงไปโดยลำดับด้วย ซึ่งว่าน่าจะยืนยันได้ว่า รัฐบาลไม่ได้มีการประกาศสงครามหรือคิดจะไปล้อมปราบประชาชน แต่สิ่งที่ทางรัฐบาลต้องการคือความสงบ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าสำหรับแกนนำที่นิยมความรุนแรง ได้ไปขอหมายศาล ออกหมายจับบรรดาผู้ที่นำกำลังไปบุกรัฐสภา ซึ่งจะช่วยการดำเนินการกับคนที่สร้างความเกลียดชังขึ้นในสังคม และ บุคคลทั้ง 7 คนหากไปที่ไหนจะมีความเสี่ยงต่อการถูกจับกุมได้
สำหรับการเฝ้าระวังเหตุร้าย ที่ทางเจ้าหน้าที่ต้องอาศัยความร่วมมือในการแจ้งข้อมูลข่าวสาร และ ประเด็นที่ได้รับความสนใจจากประชาชน ว่ารัฐบาลจะสลายการชุมนุมหรือไม่ ขอยืนยันว่าไม่มีการสลายการชุมนุม แต่ทางรัฐบาลจะใช้วิธีการโน้มน้าวให้กลุ่มผู้ชุมนุมออกจากที่ชุมนุม โดยจะมีการปรึกษาหารือกับทุกฝ่ายในสังคม แต่สิ่งที่ต้องการคือการนำความสงบสุขกลับคืนมาเพื่อการฉลองสงกรานต์ให้เป็นปกติ
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มาตรการจากนี้ไปจะเข้มงวดห้ามการร่วมชุมนุม และ ขอเรียนว่าพี่น้องประชาชนที่จะเข้าร่วมชุมนุมจะมีความผิดกฎหมาย และ พี่น้องประชาชนที่คิดจะเข้าร่วมชุมนุมขอเตือนว่าอย่ามาร่วมชุมนุมเลย และ อยากให้กลับบ้านไปใช้ชีวิตปกติสุข จึงขอความร่วมมือให้ช่วยกันลดความตึงเครียดให้ลง และ ขออย่าปกป้องบุคคลที่ทำผิดกฎหมาย
“วันนี้การสร้างความรู้สึกว่าไม่มีเหตุผลใดที่คนไทยจะมาประหัตประหารกัน และ อยู่ร่วมกันได้แม้จะมีความคิดเห็นต่างกัน และ จะผลักดันให้ถึงที่สุดด้วยการหยุดยั้งกลุ่มคนบางกลุ่มที่พยายามยั่วยุ และ จะคำนึงถึงวิธีการทำงานจะไม่ให้กระทบต่อวิถีชีวิตประชาชนด้วย และ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความร่วมมือ และ สามารถทำให้ประชาชนได้ฉลองสงกรานต์อย่างเป็นปกติสุขต่อไป” นายกรัฐมนตรี กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าศาลได้อนุมัติออกหมายจับ แกนนำที่นำกลุ่มผู้ชุมนุมบุกเข้าอาคารัฐสภา จำนวน 7 คนประกอบด้วย 1.นายยศวริศ ชูกล่อม 2.นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ 3.นางศิริวรรณ นิมิตศิลป์ 4.นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง 5.นายพายัพ ปันเกตุ 6.พ.ต.ท.เสงี่ยม สำราญรัตน์ และ 7.นายวัชนะ เกิดดี ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐเจอตัวที่ไหนสามารถล็อคตัวได้ทันที







