posttoday
ขอร่วมคิด...กับอดีตผู้นำทักษิณวิเคราห์เรื่อง "เงินกู้ 2 ล้านล้าน"

ขอร่วมคิด...กับอดีตผู้นำทักษิณวิเคราห์เรื่อง "เงินกู้ 2 ล้านล้าน"

19 เมษายน 2556

โครงการเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท คงยังเป็นเรื่อง Talk of the Town ไปอีกนาน และไม่อยากให้นานเป็น 50 ปี!

โครงการเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท คงยังเป็นเรื่อง Talk of the Town ไปอีกนาน และไม่อยากให้นานเป็น 50 ปี!

สังคมอาจเริ่มเห็นว่าใครกัน ที่อยู่เบื้องหลังความคิดสร้างหนี้ประเทศขนาดนี้

เมื่อวันที่ 7 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Thaksin Shinawatra ว่า เพื่อความเข้าใจโครงการ 2 ล้านล้านบาท ตอนสมัยตนทำธุรกิจ เวลาจะกู้หนี้ยืมสิน เขาจะดูสัดส่วนของหนี้ต่อทุนไว้ไม่ให้เกิน 2 หรือมากสุด 2.5 เท่าต่อ 1 เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทจะแข็งแรง ส่วนเศรษฐกิจประเทศนั้นเขาจะรักษาสัดส่วนของหนี้ต่อจีดีพีไม่ให้เกิน 50% ถือว่าดีเยี่ยม ไม่เกิน 60% ถือว่ายังดีอยู่ แต่ประเทศที่มีฐานรายได้ทางภาษีใหญ่ๆ เขายอมให้สูงกว่านี้ เช่น ญี่ปุ่น มีหนี้เกือบ 200% ต่อจีดีพี แต่ตัวเลขของสัดส่วนย่อมเปลี่ยนไป ถ้าเศรษฐกิจโตขึ้น

พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล คือ การลงทุนให้เศรษฐกิจโตขึ้นทั้งทางตรงทางอ้อม ทางตรงคือเงินที่ลงทุนและไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ทางอ้อมคือโครงสร้างพื้นฐานนั้นไปลดค่าใช้จ่ายการขนส่ง ลดการใช้พลังงาน ลดความสึกหรอของถนน ไปเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านการเกิดกิจกรรมการค้าการขายมากขึ้น ที่ดินราคาดีขึ้น ความเชื่อมั่นที่ต่างประเทศนำเงินเข้ามาลงทุน ฯลฯ จึงไม่ต้องกลัวว่าหนี้จะพุ่งข้างเดียว เพราะรายได้ก็พุ่งด้วย สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี จึงจะไม่สูงอย่างที่วิตก และก็ไม่ต้องรอว่าจะต้องใช้หนี้อีก 50 ปีจะหมด ดูตัวอย่างหนี้ไอเอ็มเอฟที่เราใช้ได้เร็วกว่ากำหนด

ผมคิดว่ามีหลายประเด็นที่น่าจะเสริม เพื่อคุณค่าของความคิดและข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน ดังนี้

1.การก่อหนี้ ภาครัฐ ควรมีเวลาที่เหมาะสม บทเรียนการกู้วิกฤตเศรษฐกิจ ตั้งแต่ยุค “วิบัติเศรษฐกิจ” Great Depression ในปี 1930 คือ ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

...ในยามที่เศรษฐกิจซบเซาหลังวิกฤต ประชาชนขาดกำลังซื้อ ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการเป็น “ผู้ใช้จ่าย” หรือ “ผู้ลงทุน” ช่วยทำให้เกิดการจ้างงาน การซื้อของต่างๆ รวมทั้งการกู้เงิน การลงทุน ก็ไม่แย่งกับภาคเอกชน ทำให้ได้โครงการในเวลาและต้นทุนที่เหมาะสม

...ในยามที่เศรษฐกิจเฟื่องฟู เอกชนกำลังขยายธุรกิจได้ดี ภาครัฐก็อาจลงทุนไปด้วยงบประมาณที่มี (ไม่ใช่หยุดลงทุน) “ไม่ต้อง” และอาจจะ “ไม่ควร” กู้เงินจำนวนมาก แข่งแย่งเม็ดเงินกับภาคเอกชน และอาจแย่งทรัพยากรอื่นๆ เช่น ปูน เสาเข็ม วิศวกร ช่างฝีมือแรงงาน ฯลฯ การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดีอยู่แล้วพอสมควร ควรเป็นเวลาที่ดีของภาคเอกชน แต่การที่ภาครัฐอาจมีลงทุนสูง แทนที่จะสร้างความ “เติบโตที่พอเพียงและยั่งยืน” กลับอาจกลายเป็นการสร้างความ “เติบโตแบบร้อนแรงเกินตัว” เป็นลูกโป่งรอแตกก็ได้

2.การซ่อนหนี้ สร้างหนี้ ทำให้ประเทศอ่อนแอ ควรคำนึงถึงลูกหลาน ผมเห็นด้วยที่อดีตผู้นำตั้งข้อสังเกตว่า หนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่ไม่เกิน 60% ก็ยังน่าจะอยู่ในระดับที่ดี แต่ทำไม เราจึงต้องพาประเทศไปสู่จุดนั้น? ในเมื่อเรามีสถานภาพที่ดี หนี้สาธารณะอยู่ในระดับที่ดี รัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ รับต่อมาจากรัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ ที่ประมาณ 4041% ในเมื่อเอกชนกำลังลงทุนและจับจ่ายกันได้ดี ภาครัฐก็ไม่จำเป็นต้องก่อหนี้ไปจนถึงระดับ “ค่อนข้างสูง” สำหรับประเทศกำลังพัฒนาแบบเรา

...ย้ายหนี้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) นับล้านล้านบาท ก็ซ่อนหนี้รัฐร่วม 10% ของจีดีพี แม้จะบิดเบือนว่าเป็นหนี้ภาคสถาบันการเงิน แต่มันเกิดจากสถาบันการเงินไม่ดี ไม่ควรต้องให้สถาบันการเงินที่ดีมารับใช้หนี้ มารับภาระ ซึ่งจะเป็นภาระต่อกับผู้กู้ แทนที่จะกู้ได้ถูกลง และผู้ฝากได้ผลตอบแทนที่ขึ้น กลับต้องมารับภาระหนี้นี้ไป

...โครงการ “รถคันแรก” นับล้านคัน ก็ผลักดันสนับสนุนให้ประชาชนก่อหนี้นับครึ่งล้านล้านบาท และรัฐเองก็มีหนี้แฝงในการลดภาษีให้อีกหลายปี เป็นการสร้างสมหนี้ทั้งหนี้ครัวเรือน และหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นไปอีก

...โครงการ “จำนำข้าว” ก็กำลังมีแนวโน้มจะสร้างการขาดทุนและเป็นภาระหนี้รัฐอีกหลายแสนล้านบาท

ภาระหนี้เหล่านี้ รวมกับอีก 2 ล้านล้านบาท อาจสะสมถึงรุ่นลูกหลานที่เราจะเห็นแก่ตัวเพียงรุ่นเราจริงๆ หรือ

3.การบริหารหนี้ประเทศควรคิดแบบบริหารความเสี่ยงประเทศด้วย การกู้เงินอีก 2 ล้านล้านบาทในจังหวะนี้ นอกจากจะมีความเสี่ยงในการแย่งแหล่งเงินและทรัพยากรต่างๆ จากภาคเอกชน การก่อหนี้ไปถึงขอบ 60% อาจจะผลักประเทศระดับเราไปที่ “ขอบเหว” มากเกินไป หากโลกกลับมาสู่วิกฤตอีกรอบ แทนที่เราจะมีกำลัง ความแข็งแรงแก้ไขปัญหาได้ อย่างที่รัฐบาลอภิสิทธิ์แก้ปัญหาผ่านวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์มาได้อย่างดี เราก็อาจจะทรุดไม่มีกำลังจะเตรียมฟื้นฟูประเทศได้ หากเรามีหนี้สูงมากเกินไปด้วย

มันเหมือนเรื่องการ “จัดการน้ำ” ตอนที่คิดจะกั้นน้ำ สะสมน้ำในเขื่อนภูมิพลให้สูงจากระดับตอนชนะเลือกตั้ง 58% เป็น 69% ช่วงถวายสัตย์ปฏิญาณ และยังมีมติ ครม.ให้ระบายน้ำน้อยอีก จนใกล้ 100% เพื่อให้เกษตรกรท้ายเขื่อนเก็บเกี่ยวข้าวไว้จำนำ ทำให้ไม่มีช่องว่างให้จัดการความเสี่ยง กรณี “น้ำมามาก” มาซ้ำเติมได้

และปีนี้ก็สะสมน้ำให้น้อยตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา ซึ่งหากไม่เป็นอย่างที่คิด น้ำแล้งขึ้นมาจะแก้ไขปัญหาความเสี่ยงกรณี “ภัยแล้ง” อย่างไร

รัฐบาลจึงควรมีนโยบายที่ไม่สุดขั้วให้ประเทศอยู่ในระดับที่แข็งแรง ดูแลความเสี่ยงต่างๆ ได้เสมอ

4.อย่าให้ “ความเท็จ” ว่า รัฐบาลทักษิณเป็นผู้กู้วิกฤตเศรษฐกิจ ผมติดตามเรื่องนี้จนได้เขียนหนังสือ “ร่วมกันคิดกู้วิกฤตเศรษฐกิจไทย” ด้วย เห็นชัดว่าวิกฤตเศรษฐกิจลูกโป่งแตกอยู่ในสมัยรัฐบาลบิ๊กจิ๋ว ซึ่งมี พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นรองนายกฯ สะสมหนี้มากมาย สร้างความเสียหายให้ทุนสำรองฯ และอาจมีกองทุนลับส่วนตัวได้ประโยชน์ จึงไม่ควรบิดเบือนว่าเป็นผู้เร่งคืนหนี้ทั้งที่ประเทศแข็งแรงขึ้น โดยรัฐบาลนายกฯ ชวน ที่มีคุณธารินทร์ และ ดร.ศุภชัย เป็นเรี่ยวแรงสำคัญ บัดนี้ การก่อหนี้ การซ่อนหนี้ ก็ดูเป็นร่องรอยแห่งการสะสมปัญหาจนอาจเกิดวิกฤตเศรษฐกิจกันอีกครั้ง

5.ในการสร้างหนี้ประเทศ ขออย่าให้มีการ “กู้มาโกง” ให้อายลูกหลาน ภาระหนี้มากมายในรุ่นเรา อาจส่งต่อให้ลูกหลานของเราเป็นคนชดใช้แทน จึงอยากจะฝากรัฐบาลให้ล้างค่านิยม “รัฐบาลโกงได้ ถ้าประชาชนได้ประโยชน์” ในสังคมออกไปด้วย เพราะมีแต่ทำให้ประโยชน์ประชาชนน้อยลง และทำให้จิตใจคนในสังคมตกต่ำลง

อยากจะสรุปอีกครั้งว่า กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท อาจเป็นภาระถึงลูกหลาน ขออย่าให้เป็นการสร้าง “ลูกโป่งเศรษฐกิจ” อย่าสร้างหนี้ ซ่อนหนี้มากเกินไป บริหารโดยควบคุมความเสี่ยง และระวังให้ดีอย่าให้มี “กู้มาโกง” ครับ!

ข่าวล่าสุด

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน