posttoday
ทองยิ่งดิ่ง-โลกยิ่งอัดฉีดจุดฉนวนฟองสบู่-ปัญหาค่าเงิน

ทองยิ่งดิ่ง-โลกยิ่งอัดฉีดจุดฉนวนฟองสบู่-ปัญหาค่าเงิน

19 เมษายน 2556

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ต้องให้ความสนใจกันอีกครั้งสำหรับผลกระทบที่จะเกิดจากการใช้มาตรการอัดฉีด

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ต้องให้ความสนใจกันอีกครั้งสำหรับผลกระทบที่จะเกิดจากการใช้มาตรการอัดฉีดและการกระตุ้นของบรรดาประเทศมหาอำนาจเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของโลกที่หวั่นเกรงกันว่ากำลังจะนำพาโลกเข้าสู่ยุคสงครามค่าเงินและภาวะการเกิดฟองสบู่ในสินทรัพย์มากยิ่งขึ้น โดยล่าสุดที่ประชุมกลุ่มประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ 20 ประเทศ (จี20) ที่กรุงวอชิงตัน เมื่อวันที่ 18 เม.ย.ที่ผ่านมา ถึงกับต้องยกปัญหานี้ขึ้นมาถกเถียงกันอีกครั้ง

เพราะว่าปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกต่างพากันเดินหน้าออกมาตรการอัดฉีดกันขนานใหญ่เข้าสู่ระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของตนเองกันเป็นว่าเล่น ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ และล่าสุดมีแววว่าธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ก็จะตัดลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกเช่นกัน

ภาวะดังกล่าวที่หลายชาติหันมาเดินหน้าใช้มาตรการกระตุ้น ซึ่งมาเกิดขึ้นประจวบเหมาะกับการที่ปัจจุบันราคาทองได้ดิ่งลงอย่างหนักก็ได้ทำให้เกิดความหวั่นเกรงกันว่าปัญหาสงครามค่าเงินและฟองสบู่ในสินทรัพย์โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียนั้นทำท่าว่าจะยิ่งร้อนแรงขึ้นไปอีก

เนื่องจากปัจจุบันปัจจัยจากราคาทองคำโลกที่ดิ่งลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบมากกว่า 30 ปี เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาอาจจะกำลังกลายมาเป็นข้ออ้างที่สร้างความชอบธรรมให้กับเหล่าแบงก์ชาติในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่เดินหน้าใช้มาตรการอัดฉีดทางการเงินต่อ เพราะว่าการปรับตัวลดลงของราคาทองคำนั้นถือเป็นสัญญาณที่บ่งบอกชัดเจนว่าความวิตกกังวลต่อปัญหาเงินเฟ้อได้ลดลงแล้ว ดังนั้นนี่จึงเป็นช่วงโอกาสเหมาะที่บรรดาธนาคารกลางต่างๆ จะเร่งอัดฉีดในระยะนี้

นอกจากนี้ แม้ว่าเหล่าบรรดาชาติมหาอำนาจจะบอกว่าการเร่งอัดฉีดดังกล่าวนั้นจะมีเพื่อใช้กระตุ้นเศรษฐกิจให้พ้นจากวิกฤต แต่หากว่ากันอย่างตรงไปตรงมาแล้วการเดินหน้าใช้มาตรการอัดฉีดของธนาคารกลางยักษ์ใหญ่ของชาติมหาอำนาจที่กำลังใช้อยู่นั้น ไม่ได้มีไว้แค่เพียงกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศเท่านั้น เพราะในอีกมุมหนึ่งเหล่าบรรดาชาติมหาอำนาจกำลังใช้มาตรการดังกล่าวเพื่อกดค่าเงินลงเพื่อกระตุ้นการส่งออกท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่

“ธนาคารกลางอาจเห็นช่วงราคาทองที่ดิ่งลงอย่างหนักเป็นโอกาสที่ดีในการเดินหน้าเร่งอัดฉีด เนื่องจากระดับเงินเฟ้อในปัจจุบันไม่อยู่ในภาวะที่น่าตื่นกลัว นอกจากนี้เหล่าธนาคารกลางอาจอ้างด้วยว่าราคาในตลาดโภคภัณฑ์อื่นๆ ที่ลดลงอาจเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ต้องเดินหน้าใช้มาตรการคิวอีต่อไป” เอ็ดวาร์ด ยาเดนี หัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์การลงทุนแห่งบริษัทวิจัยยาเดนีจากสหรัฐ กล่าว

ไม่เพียงเท่านั้น จากการที่ภาวะเศรษฐกิจโลกในขณะนี้กำลังทำท่าว่าจะกลับมาอยู่ในภาวะชะลอตัวลงอีกครั้ง ซึ่งล่าสุดกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ตัดลดคาดการณ์จีดีพีโลกในปีนี้ลงมาอยู่ที่ 3.3% จากเดิมที่ 3.5% ขณะที่จีดีพีจีนในไตรมาสแรกปีนี้ก็เป็นไปอย่างผิดหวัง โดยโตได้น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 7.7% ก็อาจกลายมาเป็นปัจจัยเสริมอีกตัวที่ทำให้ธนาคารกลางของชาติมหาอำนาจกล้าที่จะเดินหน้าอัดฉีดเพิ่มขึ้นอีก

ทั้งนี้ ในรายของยุโรปนั้น นักวิเคราะห์หลายสำนักต่างฟันธงออกมาแล้วว่า ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้จะต้องมีมาตรการกระตุ้น หรือการตัดลดดอกเบี้ยลงอย่างแน่นอน เพราะจากการแถลงข่าวของ มาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ในช่วงต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ได้ออกมาแย้มแล้วว่าพร้อมที่จะใช้มาตรการกระตุ้น หากมีความจำเป็นต้องลงมือทำ เพราะสถานการณ์ในไซปรัสและความชะงักงันทางการเมืองของอิตาลีกำลังส่งผลให้วิกฤตหนี้ยูโรโซนกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง

นอกจากนี้ อัตราการว่างงานซึ่งเป็นผลมาจากการใช้มาตรการรัดเข็มขัดและการถดถอยทางเศรษฐกิจต่อเนื่องก็พุ่งสูงขึ้น โดยล่าสุดในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมาได้พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 12.% หรือที่ประมาณ 19 ล้านคนที่ไม่มีงานทำ ขณะที่การเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจของยูโรโซนก็ย่ำแย่ ทั้งๆ ที่อีซีบีได้เดินหน้าใช้มาตรการกระตุ้นและกดอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ 0.75% มาเป็นระยะเวลา 9 เดือนแล้ว

ขณะที่ประเทศอื่นๆ นั้นได้เดินหน้าเร่งกระตุ้นและออกแผนอัดฉีดไปก่อนแล้ว เช่น เกาหลีใต้ ได้ประเดิมลุยกระตุ้นไปก่อนเพื่อนแล้วด้วยการอัดฉีดงบประมาณกว่า 1.54 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.46 แสนล้านบาท) หลังจากที่ในปีที่แล้วการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำสุดในรอบ 4 ปี ส่วน ญี่ปุ่น ก็เพิ่งออกมาตรการกระตุ้นเช่นกัน โดยธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ได้ประกาศเพิ่มปริมาณเงินที่ใช้เข้าซื้อสินทรัพย์ (คิวอี) เพิ่มเติมอีก 2 เท่า ที่ 7.5 ล้านล้านเยนต่อเดือน (ราว 7.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ) เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2% ภายใน 2 ปี

สำหรับปัจจัยที่สามที่ทำให้สถานการณ์สงครามค่าเงินและฟองสบู่สินทรัพย์ยิ่งร้อนแรงมากขึ้นก็คือ การที่เหล่าบรรดาประเทศมหาอำนาจ และองค์กรทางเศรษฐกิจชั้นนำอย่างไอเอ็มเอฟ และธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ที่ต่างพากันออกมาส่งสัญญาณหนุนหลังการใช้มาตรการการผ่อนคลายทางการเงินของบรรดาประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่อย่างเปิดเผย

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาทั้งธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และธนาคารกลางของอังกฤษ (บีโออี) ก็ได้ออกมาชี้ว่าปัจจุบันยังไม่เห็นภาวะความเสี่ยงของปัญหาฟองสบู่ที่เกิดจากการใช้มาตรการกระตุ้นทางเศรษฐกิจแต่อย่างใด

“ผมไม่คิดว่าเรากำลังอยู่ในภาวะที่ราคาสินทรัพย์มีความเสี่ยง หรืออยู่ในระดับของฟองสบู่แต่อย่างใด” เดวิด ไมล์ส หนึ่งในคณะเจ้าหน้าที่ผู้กำหนดนโยบายของธนาคารกลางอังกฤษ กล่าวในระหว่างร่วมกันหารือที่ธนาคารกลางสหรัฐในบอสตัน สหรัฐ

ในขณะที่ ธนาคารโลก ธนาคารกลางยุโรป และธนาคารกลางแคนาดา ได้ออกโรงหนุนการใช้มาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของบีโอเจอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู โดยให้เหตุผลข้างๆ คูๆ ว่าการกระตุ้นของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) กำลังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาไปในตัว ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วมาตรการดังกล่าวกลับทำให้ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ต้องเผชิญกับปัญหาเงินร้อน ภาวะฟองสบู่ และค่าเงินแข็งค่ามากขึ้น

“การกระตุ้นของบีโอเจล่าสุดกำลังทำให้เงินทุนร้อนยิ่งไหลทะลักเข้ามาในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย คือผู้ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ขณะที่เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินเดีย ก็มีแนวโน้มที่จะกระทบหนักไม่แพ้กัน” เฟเดอริก นูแมน หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจเอเชีย จากธนาคารเอชเอสบีซี กล่าว

จึงกล่าวได้ว่า ในอนาคตปัญหาสงครามค่าเงินและฟองสบู่สินทรัพย์ทั่วโลก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่สามารถเติบโตทางเศรษฐกิจที่สดใสอย่างเอเชียจะต้องเผชิญกับปัญหาดังกล่าวที่หนักขึ้นอย่างแน่นอน

เพราะบรรดาประเทศมหาอำนาจเศรษฐกิจนั้นคงไม่ปล่อยให้โอกาสงามๆ อย่างตอนที่ทองลงอย่างนี้ในการลุยกระตุ้นอัดฉีดเพิ่มขึ้นไปอีกให้หลุดลอยไปอย่างง่ายๆ

ข่าวล่าสุด

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน