
พรก.ฉุกเฉินวัดใจกองทัพรัฐบาลสะเทือน
คงต้องรอดูว่า การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ วานนี้ จะช่วยดึง “กองทัพ” เข้ามาเป็นมือเป็นไม้รัฐบาลได้ดังเดิมต่ออายุรัฐบาลไปได้อีกนานแค่ไหน
คงต้องรอดูว่า การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ วานนี้ จะช่วยดึง “กองทัพ” เข้ามาเป็นมือเป็นไม้รัฐบาลได้ดังเดิมต่ออายุรัฐบาลไปได้อีกนานแค่ไหน
โดย...ทีมข่าวการเมือง
เข้าสู่ภาวะอันตรายอีกครั้งสำหรับรัฐบาล กับท่าทีแข็งขืนของ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ด้วยการไม่ตอบสนอง “คำสั่ง” เดินหน้าสลายการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง
ระหว่างการประชุมของศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (ศอ.รส.) ที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในฐานะผู้อำนวยการ ศอ.รส. ต้องการให้บังคับใช้ช่องทางตามกฎหมายอย่างจริงจัง “ทำไม่ได้เพราะจะเกิดความสูญเสีย แล้วก็เป็นคนไทยด้วยกัน ตอนนี้คนเสื้อแดงชุมนุมปิดการจราจรแยกราชประสงค์ก็จริง แต่ก็ยังไม่ได้สร้างความเสียหายหรือทำอะไรที่ร้ายแรงเหมือนตอนเดือน เม.ย.ปีที่แล้ว เราจึงยัง|ไม่มีความชอบธรรมที่จะใช้กำลังทหารเข้าสลาย”
คำพูดจาก “บิ๊กป๊อก” ตามที่แหล่งข่าวอ้างอิงจากการประชุม ศอ.รส. สะท้อนให้เห็นสภาพที่ “มือไม้” สำคัญอย่าง “กองทัพ” ที่เคยเป็นกลไกหนุนหลังรัฐบาลมาโดยตลอด กลับไม่สามารถสั่งซ้ายหันขวาหันในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของรัฐบาล
ถึงขั้นทำให้ “รัฐบาล” ต้องเปลี่ยนท่าทีจากเดิมที่เตรียม “เอาจริง” กับกลุ่มผู้ชุมนุม บริเวณย่านราชประสงค์ ไม่ว่าการเตรียมกำลังสกัด ไปจนถึงการเตรียมออกหมายจับ 10 แกนนำ ต้องกลายเป็นท่าทีผ่อนคลายขึ้น
ยิ่งจับอาการจาก “อภิสิทธิ์” เมื่อครั้งออกแถลงการณ์พิเศษผ่านสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจในวันเดียวกันด้วยการยอมรับว่าการที่รัฐบาล|ไม่ใช้ความเด็ดขาด ทำให้ประชาชนไม่พอใจ ยิ่งสะท้อนถึงความ “กดดัน” ของรัฐบาลไม่สามารถทำให้สภาพการบังคับใช้กฎหมายเป็นไปได้ดังใจ
“เสียงสะท้อนของพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมากปรารถนาเห็นความถูกต้อง และแน่นอนจากเสียงสะท้อนของบางฝ่ายที่ต้องการเห็นความเด็ดขาด ผมเข้าใจดีว่า สถานการณ์ปัจจัยไม่เป็นที่น่าพอใจ ตัวผมเองและผู้เกี่ยวข้องที่อยู่ตรงนี้ก็ไม่พอใจและก็จะไม่ลดละความพยายามนำบ้านเมืองกลับสู่ภาวะที่เป็นปกติโดยเร็วที่สุด”
เมื่อการจะอ้างความ “ศักดิ์สิทธิ์” ของกฎหมาย หลังจากศาลตีตราความชอบธรรมด้วยการระบุให้ชุมนุมแยกราชประสงค์ เป็นการชุมนุมเกินขอบเขตรัฐธรรมนูญ และการันตีให้กฎหมายความมั่นคงและข้อกำหนดต่างๆ ที่ออกมานั้น สามารถบังคับนั้นใช้ได้ทันที
ถูกตัดรอน ด้วยคำชี้แจงของ “บิ๊กป๊อก” ซึ่งยืนกรานจะไม่ใช้กำลังสลายม็อบ เพราะเกรงจะเกิดการปะทะ โดยเฉพาะกลุ่มฮาร์ดคอร์ กลุ่มใต้ดิน และทหารที่สนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดง ก่อนโยนให้เป็นหน้าที่รัฐบาลกับการใช้ “การเมือง” แก้ปัญหาผ่านเวทีเจรจา หารือกรอบยุบสภา
รัฐบาลจึงตกอยู่ในสภาพไม่ต่างจากการถูกตัดแขนตัดขา เคลื่อนไหวอะไรไม่ได้ดังใจอีกต่อไป เมื่อช่องทางที่เคยเป็นที่พึ่งมาตลอดอย่าง “กองทัพ” ไม่สามารถพึ่งพาได้เอาตอนนี้ จน|สุ่มเสี่ยงต่อความเป็นอยู่เป็นไปของรัฐบาล
ไม่น่าแปลกใจกับท่าทีของ “บิ๊กป๊อก” ที่หวังจบอายุราชการที่เหลืออีกแค่ 5 เดือน แบบ “สวยงาม” ไม่ต้องไปแบกความเสี่ยงกับการสลายการชุมนุมที่ไม่รู้ว่าผลสุดท้ายจะออกมาในรูปไหน แถมมีบทเรียนจากคดีสลายการชุมนุม เมื่อ 7 ต.ค. ที่ “เตือนใจ” ไม่ให้กล้าทำอะไรผลีผลาม
ที่สำคัญ สถานการณ์ในขณะนี้ดูเหมือนจะยังไม่สุกงอมเพียงพอกับการให้ทหารคุมกำลังออกมาดำเนินการกับกลุ่มผู้ชุมนุมเหมือนเหตุการณ์ในอดีตที่มีเหตุให้ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เปิดทางให้ทหารเข้ามาจัดการทั้งการประชุมอาเซียนซัมมิต ที่พัทยา และเหตุการณ์เมษาฯ เลือด ที่มีความเสียหายเกิดขึ้นชัดเจนจนต้องยกเลิกการประชุม และมีผู้บาดเจ็บ
ทว่า ครั้งนี้ยังเป็นเพียงแค่ “กลุ่มธุรกิจ” ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมของเสื้อแดง แม้จะไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ยังไม่เพียงพอที่กองทัพจะเสี่ยงเข้าจัดการขั้นเด็ดขาด ยิ่งในภาวะที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ไม่รู้จะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน และรัฐบาลหลังการเลือกตั้งจะเป็นพรรคเพื่อไทยหรือไม่
หรือย้อนไปดู “ท่าที” ของ “บิ๊กป๊อก” ที่ผ่านมา ก็เคยขัดขืนคำสั่งเข้าสลายการชุมนุมของพันธมิตรฯ ที่ปักหลักอยู่ในทำเนียบฯ ด้วยการไม่ให้เกิดการปะทะ และกลายเป็นวาทะคลาสสิกที่หยิบยกมาชี้แจงอยู่บ่อยครั้งว่า กองทัพอยู่ข้างประชาชน
อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งยังเป็นที่เคลือบแคลงกันถึงสภาพ “กองทัพแตงโม” ที่เป็นปัจจัยสำคัญไม่ให้ “กองทัพ” ออกมาดำเนินการกับกลุ่มเสื้อแดงที่ย่านราชประสงค์
ทั้งที่เป็นความต้องการของนายกฯ อภิสิทธิ์ ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) และรองนายกฯ สุเทพ ในฐานะผู้อำนวยการ ศอ.รส. ที่มีอำนาจตามกฎหมายในการดำเนินการสั่งการออกประกาศต่างๆ
ถึงขั้นเป็นที่สงสัยว่ามี “ไส้ศึก” แฝงตัวอยู่ใน ศอ.รส. ที่ไม่รู้ใครเป็นใคร สีอะไร เพราะข้อมูลการประชุม ศอ.รส. ที่มีผู้เข้าประชุมกันแค่สิบกว่าคน ดันหลุดไปถึง “เสื้อแดง” แบบละเอียดยิบแทบทุกตัวอักษร จนเสื้อแดงสามารถปรับแผนหลบเลี่ยงมาตรการต่างๆ ได้ทันท่วงที
แถมแกนนำ นปช. ยังนำ “ข้อมูล” ที่หลุดรั่วไปจากกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) ขึ้นเวทีปราศรัย เย้ยหยันรัฐบาล ปลุกขวัญคนเสื้อแดง จนเป็นที่มาของคำสั่งตั้งกรรมการสอบ “ทหาร 3 นาย” ต้องสงสัย
อานิสงส์อีกประการจากการที่ “กองทัพ” ไม่เข้ามาจัดการเสื้อแดง คือ การทำให้เสื้อแดงได้ใจกับความเคลื่อนไหว ที่ประกาศ “รุกกลับ” กดดันรัฐบาล ไม่ว่าจะบุกถนน 11 สายต้องห้าม จนถึงการบุกสภาผู้แทนราษฎร
จากนี้งานหนัก จึงอยู่ที่ “รัฐบาล” กับการประคองตัวผ่าน “ห้วงเวลาอันตราย” ในวันที่ตัวช่วยอย่าง “กองทัพ” ไม่สามารถพึ่งพาได้ จนแนวร่วมที่เคย “หนุนหลัง” อย่างภาคธุรกิจเริ่มส่งสัญญาณไม่พอใจกับท่าทีไร้น้ำยา ที่จะกลายเป็นแรงบีบสำคัญให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้ในที่สุด
คงต้องรอดูว่า การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ วานนี้ จะช่วยดึง “กองทัพ” เข้ามาเป็นมือเป็นไม้รัฐบาลได้ดังเดิมต่ออายุรัฐบาลไปได้อีกนานแค่ไหน







