
อาเซียนกับความหวังศก.ติดจรวด จับตาตัวแปร จีนถอนกระตุ้นตลาด
....ทีมข่าวต่างประเทศ
ในการประชุมรัฐมนตรีคลังของกลุ่มประเทศสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่เมืองนาตรัง ประเทศเวียดนาม ที่ประชุมได้ตั้งเป้าการขยายตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้ในปี 2553 ไว้ที่ 4.95.6% หรือขยายตัวในระดับปานกลางจนถึงระดับแข็งแกร่ง ซึ่งหากไปถึงเป้าหมายดังกล่าวได้ ย่อมเป็นการยืนยันว่าอาเซียนได้ฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยได้อย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม การจะไปให้ถึงเป้าหมายดังกล่าว มีเงื่อนไขเพียงประการเดียวนั่นคือ
“ทุกประเทศในอาเซียนจะต้องไม่ถอนตัวจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างฉุกละหุกเกินไป”รายงานการประชุมระบุอย่างชัดเจนว่า
“ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการถอนตัวจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากภาวะเงินเฟ้ออยู่ในระดับพอประมาณ ภาวะหนี้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ และขณะนี้มีสัญญาณเพียงเล็กน้อยที่บ่งชี้ว่าระดับอุปสงค์ของภาคเอกชนสามารถขับเคลื่อนด้วยตัวเองได้ ภูมิภาคนี้จำเป็นต้องออกแบบมาตรการถอนตัวเพื่อรองรับความคาดหวัง และเพื่อรับประกันต่อประชาคมโลกว่ามาตรการหนุนเศรษฐกิจจะไม่นำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อและความไร้เสถียรภาพทางการเงิน”ขณะนี้สมาชิกอาเซียนยังไม่แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะถอนตัวจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่ จะมีก็แต่ไทยที่นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แย้มออกมาแล้วว่าอัตราดอกเบี้ยยังไม่มีแนวโน้มปรับขึ้นมาในเร็วๆ นี้
แม้จะเป็นการตัดสินใจไม่ขึ้นดอกเบี้ยที่อิงกับสถานการณ์การเมือง แต่เป็นการรับประกันเช่นกันว่า ดอกเบี้ยไทยจะอยู่ในระดับต่ำต่อไป แม้ว่าไทยจะกลายเป็นประเทศที่ฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้เร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ตาม
ในการประชุมที่นาตรังจะเป็นการเปิดโอกาสให้ขุนคลังของประเทศต่างๆ ได้หารือกันเพื่อแสวงหาทางออก และเพื่อพยุงการขยายตัวในเวลาเดียวกัน
แม้ว่าจะยังไม่มีท่าทีที่ชัดเจนจากประเทศอื่นๆ แต่การตอกย้ำให้ทุกประเทศชะลอความคิดที่จะถอนมาตรการกระตุ้นในการประชุมรัฐมนตรีคลังที่เมืองนาตรัง ย่อมเป็นหลักประกันร่วมกันของอาเซียนว่า ในเร็วๆ นี้ อาจยังไม่มีประเทศใดที่สวนทางกับ
“มติอย่างไม่เป็นทางการ” จากการประชุมในครั้งนี้อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจอาเซียนไม่ได้ขับเคลื่อนไปโดยลำพัง การตัดสินใจถอนหรือไม่ถอนมาตรการกระตุ้นเพียงอย่างเดียว ย่อมไม่ช่วยให้อาเซียนไต่ไปถึงเป้าหมายการขยายตัวที่ 5.6% ในปีนี้ได้
ล่าสุด ธนาคารโลกชี้ว่า การขยายตัวอย่างคึกคักของเศรษฐกิจจีนมีส่วนช่วยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออก จากระดับความต้องการด้านต่างๆ ภายในตลาดจีนที่ปรับขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
และจากแรงหนุนจากจีน จะยังผลให้ประเทศในเอเชียตะวันออก ซึ่งรวมถึงกลุ่มประเทศอาเซียน กลายเป็นพลวัตรหลักที่ผลักดันเศรษฐกิจโลกให้ขับเคลื่อนไปได้ในปีนี้ นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังปรับตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของภูมิภาคนี้มาอยู่ที่ 8.7% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้เมื่อเดือน พ.ย. จะขยายตัวที่ 7.8%
แต่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและประชาคมโลก ไม่สามารถเกาะกระแสจีนโดยไว้ใจจีน 100% ได้ หากจีนพลิกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างฉับพลัน และไม่เฉพาะแต่จีนเท่านั้นที่ยังไม่ควรถอนตัวในเร็วๆ นี้ แต่ธนาคารโลกยังแนะให้ทุกประเทศในเอเชียตะวันออกปฏิบัติตามข้อแนะนำเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณที่บ่งชี้ว่า จีนอาจรีบถอนตัวในเร็วๆ นี้
หลี่ต้าวคุย ที่ปรึกษาธนาคารกลางจีน (PBOC) แย้มว่า จีนอาจขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงไตรมาส 2 หากดัชนีราคาผู้บริโภคถีบตัวขึ้นมาแตะระดับ 3% หลี่ต้าวคุยยังย้ำด้วยว่าทิศทางดอกเบี้ยของจีนจะไม่ขึ้นอยู่กับทิศทางของดอกเบี้ยสหรัฐ
การระบุเช่นนี้ย่อมหมายความว่า จีนอาจขึ้นดอกเบี้ยโดยที่ประเทศอื่นๆ ไม่ทันตั้งตัว และหมายความว่าจีนจะถอนตัวจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยไม่ฟังเสียงทัดทานจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
เพราะสิ่งที่จีนกังวลมากที่สุดไม่ใช่การชะลอตัวของเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่เป็นเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างร้อนแรงเกินไป โดยเฉพาะความร้อนแรงของกระแสการปล่อยเงินกู้ในภาคอสังหาริมทรัพย์ บวกกับภาวะเงินเฟ้อที่เริ่มก่อตัวขึ้นมาอีกครั้ง
ปัญหาสำหรับประเทศอื่นๆ หากจีนถอนตัวจากมาตรการกระตุ้นก็คือ แรงซื้อจากจีนอาจแผ่วลง เนื่องจากในระยะเวลาที่จีนใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น จีนได้หันมากระตุ้นความต้องการภายในแทนที่การส่งออกไปยังนอกประเทศ เนื่องจากสภาวการณ์ของตลาดโลกบีบบังคับ และด้วยความต้องการภายในที่เพิ่มขึ้นภายในจีนนี่เองที่เอเชียตะวันออกและอาเซียนพลอยรับอานิสงส์ไปด้วย
แต่ในพลันที่จีนถอนตัวจากการกระตุ้นตลาดภายใน ประเทศที่รายล้อมตลาดจีนย่อมต้องได้รับผลกระทบอย่างไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่การฟื้นตัวยังไม่เสถียรเท่ากันทุกประเทศ
ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่ธนาคารโลกจะแนะนำให้จีนปรับทิศทางนโยบายอย่างถาวร ด้วยการคงมาตรการกระตุ้นตลาดภายในแทนที่การส่งออกต่อไป ด้วยการกระตุ้นการบริโภคในประเทศและส่งเสริมภาคบริการ
อย่างไรก็ตาม มีอุปสรรคสำคัญประการหนึ่ง นั่นคือธนาคารโลกชี้ว่า การที่จีนจะสามารถปรับเปลี่ยนรูปโฉมทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นจะต้องปล่อยให้ค่าเงินหยวนแข็งค่าเสียก่อน
ข้อเสนอแนะเช่นนี้ย่อมเป็นสิ่งที่จีนไม่อาจยอมรับได้อย่างแน่นอน
หมายความว่า แม้อาเซียนจะตั้งเป้าการขยายตัวไว้ที่ 4.95.6% ดังที่ระบุไว้ พร้อมแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะไม่ถอนตัวจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่หากยังผูกติดกับจีนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เป้าหมายและเจตนารมณ์ทางเศรษฐกิจของอาเซียนย่อมได้รับผลสะเทือนไม่มากก็น้อย
แต่ยังพอมีทางออกของการขยายตัวอย่างยั่งยืนสำหรับอาเซียน
ธนาคารโลกแนะนำว่า สมาชิกอาเซียนที่มีรายได้ปานกลางอย่างเวียดนาม ฟิลิปปินส์ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย จะต้องยกระดับภาคการผลิตให้เป็นภาคที่มุ่งเน้นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะภาคการผลิตที่เน้นข้อมูลข่าวสารและทักษะมากกว่าการเน้นแรงงานเป็นหลัก
ขณะที่ประเทศที่ยังยากจนอย่างลาวและกัมพูชา จำเป็นจะต้องเปลี่ยนพื้นฐานเศรษฐกิจจากการเน้นภาคเกษตรและเหมืองแร่ มาเป็นเศรษฐกิจที่อิงกับภาคการผลิตมากขึ้น
หากอาเซียนสามารถปรับเปลี่ยนตัวเองสู่วิวัฒนาการทางเศรษฐกิจในขั้นตอนที่สูงขึ้น จะไม่เพียงสามารถผลักดันการขยายตัวให้ได้ถึงเป้าเท่านั้น
แต่จะยังเปลี่ยนโฉมหน้าของอาเซียนให้กลายเป็นตลาดเกิดใหม่ ที่มีความใกล้เคียงกับประเทศอุตสาหกรรมใหม่ หรือประเทศพัฒนาแล้วมากขึ้นด้วย







