posttoday
มหานทีแห่งชีวิต

มหานทีแห่งชีวิต

08 เมษายน 2553

...อรุณ จิรชวาลา

มีท่านผู้อ่านบ่นเข้ามาว่า บทความสัปดาห์ที่แล้วของผมตอนท้ายอ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง ก็ต้องกราบขออภัยที่มีความผิดพลาดเกิดขึ้น ทำให้เนื้อหาบางส่วนถูกตัดออกไปโดยที่ผมเองก็ไม่รู้ตัว อย่างไรก็ตาม ท่านที่สนใจอ่านฉบับเต็มสามารถเข้าไปดูได้ในเว็บไซต์ eng56.com ซึ่งมีบทความของผมลงไว้ครบทุกตอน

อีกเว็บไซต์หนึ่งที่เอาบทความของผมไปลงเช่นกันคือ thaidialogue.com เพียงแต่เว็บไซต์นี้นานๆ จะอัพเดตสักครั้งหนึ่ง

สัปดาห์นี้ขอพูดเรื่องแม่น้ำโขงกับการสร้างเขื่อนของจีน

คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงเพิ่งจัดประชุมสุดยอดครั้งที่ 1 ที่หัวหิน มีการพูดถึงแม่น้ำโขงในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การคมนาคม สิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และอื่นๆ

ผมไม่ได้ไปร่วมประชุม รวมทั้งไม่ได้ติดตามเนื้อหาโดยละเอียด แต่ทราบว่าสังคมไทยให้ความสนใจเรื่องผลกระทบจากการสร้างเขื่อนของจีน และวิจารณ์กันไปต่างๆ นานา โดยที่ยังไม่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือสถาบันที่เข้าใจเรื่องดี ออกมาชี้แจงและให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับประชาชน

มีประเด็นข้อเท็จจริงและข้อสังเกตที่อาจไม่ได้คุยกันในที่ประชุม แต่ผมอยากเสนอให้นำไปเป็นองค์ประกอบในการพิจารณาตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับแม่น้ำโขง ตลอดจนในการเจรจาต่อรองกับจีนในอนาคต ดังนี้

หนึ่ง แม่น้ำโขงไหลผ่าน 6 ประเทศ แต่สมาชิกในคณะกรรมาธิการมีเพียง 4 ประเทศลุ่มแม่น้ำตอนล่าง ประกอบด้วยไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ส่วนจีนกับพม่าไม่ได้เป็นสมาชิก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะทำให้บทบาทของคณะกรรมาธิการมีจำกัด มติหรือการตัดสินใจในบางเรื่องไม่สามารถทำได้หากไม่ได้รับความร่วมมืออย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากจีน

สอง ในอดีตจีนเป็นประเทศยากจน โครงการสร้างเขื่อนเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มักจะต้องพึ่งความช่วยเหลือในการศึกษาโครงการและแหล่งเงินทุนจากสถาบันระหว่างประเทศ เช่น เวิลด์แบงก์กับเอดีบี สถาบันเหล่านี้ก็จะทำตัวเป็นคนกลางคอยช่วยดูแลไม่ให้เกิดผลกระทบจนเกินสมควรต่อประเทศอื่นๆ ที่แม่น้ำไหลผ่าน

ปัจจุบันจีนเป็นประเทศร่ำรวย ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสถาบันเหล่านี้อีกต่อไป ทำให้บทบาทในฐานะคนกลางลดลง กลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างจึงต้องพึ่งตนเองมากขึ้นในการเจรจาตลอดจนร้องขอให้จีนสนับสนุนด้านข้อมูล

สาม จีนมีความต้องการใช้พลังงานมาก และเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พลังงานหลักที่ผลิตได้คือถ่านหิน ซึ่งก็มีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมสูง ส่วนน้ำมันมีไม่พอใช้ ทำให้ต้องดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อเตรียมความพร้อมด้านพลังงานในอนาคต ทั้งโดยการออกไปแสวงหาแหล่งน้ำมันดิบในต่างประเทศ ตลอดจนการพัฒนาในเรื่องพลังงานทดแทนต่างๆ

ใครที่เคยไปเที่ยวประเทศจีน และมองดูยอดตึกกับหลังคาบ้าน จะสังเกตเห็นว่าเขาใช้พลังงานแสงอาทิตย์อย่างเอาจริงเอาจัง ไฟฟ้าพลังน้ำก็เป็นอีกแหล่งที่เขาให้ความสำคัญเป็นพิเศษ จึงไม่น่าแปลกใจที่เขามีโครงการเขื่อนเกือบ 10 แห่งบนลำน้ำโขง และอาจจะอีกนับไม่ถ้วนบนแม่น้ำสาขาต่างๆ ที่ไหลลงแม่น้ำโขงอีกทีหนึ่ง

สี่ ความต้องการใช้น้ำจืดของจีนก็ขยายตัวอย่างรวดเร็วไม่แพ้ความต้องการใช้พลังงานเช่นกัน และปัญหาระยะยาวเกี่ยวกับน้ำจืดอาจจะใหญ่กว่าเรื่องพลังงานเสียอีก เพราะน้ำจำเป็นกับชีวิตมากกว่า และซื้อหาหรือนำเข้าได้ยากกว่า

ถ้าไม่ห่วงว่าจะมีปัญหากับอีก 5 ประเทศทางตอนล่าง จีนอาจจะสร้างเขื่อนใกล้พรมแดนกักเก็บน้ำไว้ใช้เองทั้งหมด

จากข้อเท็จจริงข้างต้น ผมมีข้อสรุปว่า อำนาจต่อรองกับจีนของเราคงมีจำกัด เพราะฉะนั้นเราต้องวางแผนให้ดี มีจุดยืนและกลยุทธ์ในการเจรจาที่ชัดเจนว่าเรื่องไหนยอมได้ เรื่องไหนยอมไม่ได้

เรื่องเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้า ผมอยากแนะนำให้เรายืดหยุ่น เพราะถึงแม้จะมีผลกระทบต่อระบบนิเวศบ้าง แต่ข้อดีก็มี คือเป็นพลังงานสะอาด ที่สำคัญคือน้ำไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่แทนที่จะไหลตามธรรมชาติ คือเชี่ยวกรากในหน้าน้ำ และกะปริดกะปรอยในหน้าแล้ง เปลี่ยนเป็นการไหลค่อนข้างสม่ำเสมอตลอดปี

มีการพูดถึงเรื่องตะกอนที่มากับกระแสน้ำจะลดลง เพราะส่วนหนึ่งจะจมอยู่ใต้อ่างเก็บน้ำที่อยู่เหนือเขื่อน แต่ก็เชื่อว่ายังไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายมากนัก

เรื่องที่ผมอยากแนะนำว่าเรายอมไม่ได้เลย คือการสร้างเขื่อนเพื่อการชลประทาน กักเก็บน้ำสำหรับใช้ในโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ เช่น ฟาร์มขนาดใหญ่ที่ผลิตพืชผลเกษตรเพื่อการส่งออก หรือเพื่อส่งไปขายในภูมิภาคอื่น เพราะการทำเช่นนี้จะทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำลดลงอย่างถาวร

เพื่อให้เห็นความสำคัญของปัญหานี้ ผมจะยกตัวอย่างวิกฤตสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับแหล่งน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกเรื่องหนึ่ง คือทะเลสาบอาราล (Aral Sea) ซึ่งอดีตอยู่ในสหภาพโซเวียต ปัจจุบันอยู่ในอุซเบกิสถาน

ทะเลสาบนี้ในอดีตเคยใหญ่เป็นที่ 4 ในโลก ครอบคลุมพื้นที่หลายหมื่นตารางกิโลเมตร แต่ปัจจุบันขนาดของมันเหลือเพียงประมาณ 1 ใน 10 เท่านั้น พื้นที่ที่เคยเป็นก้นทะเลสาบ ปัจจุบันเป็นที่รกร้างกึ่งทะเลทราย เพาะปลูกอะไรไม่ได้ เพราะเค็มจัด

ปัญหาของอาราลเริ่มต้นเมื่อหลายสิบปีก่อน จากการสร้างเขื่อนชลประทานกักเก็บน้ำในแม่น้ำสาขาที่ไหลลงมา เพื่อนำไปปลูกฝ้ายเพื่อการส่งออก ทำให้ปัจจุบันอุซเบกิสถานเป็นประเทศที่ส่งออกฝ้ายรายใหญ่ที่สุดในโลก แต่ก็ไม่แน่ใจว่าคุ้มกับความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมหรือไม่

ในวันเดียวกับที่เราประชุมสุดยอดคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงที่หัวหิน เลขาธิการสหประชาชาติ บันคีมุน ได้บินไปตรวจเยี่ยมทะเลสาบอาราล เสร็จแล้วก็ประกาศว่าเป็นโศกนาฏกรรมสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่เขาเคยเห็น

ผมไม่อยากเห็นแม่น้ำโขงที่ไหลผ่านชายแดนไทย ลาว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งทะเลสาบเขมร กับปากแม่น้ำ 9 มังกรในเวียดนาม ต้องตกอยู่ในสภาพอย่างนั้นบ้าง

สงสารพญานาค และนักท่องเที่ยวที่อาจไม่มีบั้งไฟให้ดูอีกต่อไป

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69