
เขมรยันไทยกำหนดเขตแดนขัดแย้งคำพิพากษา
ทนายเขมรชี้ไทยกำหนดเขตแดนขัดแย้งคำพิพากษา ย้ำต้องยึดแผนที่ 1 ต่อ 200,000เท่านั้น
ทนายเขมรชี้ไทยกำหนดเขตแดนขัดแย้งคำพิพากษา ย้ำต้องยึดแผนที่ 1 ต่อ 200,000เท่านั้น
เมื่อเวลา 20.00 น. องค์คณะผู้พิพากษาแห่งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ไอซีเจ) หรือศาลโลกขึ้นนั่งบัลลังก์รับฟังการให้การด้วยวาจา คดีตีความคำพิพากษา คดีปราสาทพระวิหาร ของฝ่ายกัมพูชารอบที่ 2 โดยใช้เวลาราว 1 ชั่วโมง 30 นาที
นายฌอง มาร์ค ซอเวล ทนายความฝ่ายกัมพูชา กล่าวย้ำถึงสาเหตุระหว่าง “หลักเหตุผล” กับ “ข้อบทปฏิบัติการ” ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เนื่องจากการนำกองกำลังออกมาจากบริเวณพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ คำตัดสินของศาลโลกเมื่อปี 2505 แม้มีลักษณะไม่ชัดเจน แต่จะสามารถเข้าใจได้เมื่อพิจารณาควบคู่กับเหตุผลที่ศาลเคยใช้ จึงถือว่าไม่สามารถแยกออกจากกันได้
"จุดนี้ไทยพยายามเบี่ยงเบนด้วยการกล่าวว่า ต้องแยกออกจากกัน ส่งผลให้เป็นคดีใหม่และไทยไม่ยอมรับอำนาจศาลโลก ดังนั้น ขอยืนยันว่าศาลโลกมีอำนาจโดยชอบธรรมที่จะตีความข้อเท็จจริงทั้งหมดจากคำตัดสินของตัวเอง"นายฌอง มาร์ค ซอเวลกล่าว
อย่างไรก็ดี ศาลจะต้องพิจารณาแผนที่ภาคผนวก 1 (แผนที่ 1 ต่อ 200,000) เพราะเป็นหัวใจสำคัญ แต่ไทยพยายามโต้แย้งต่างๆทำให้เกิดความสับสน รวมทั้งในปี 2505 ศาลได้ใช้คำว่า “เขตแดน” (Frontier) มากกว่า 120 ครั้ง จากแผนที่ดังกล่าว เห็นว่ามีสถานะเป็นสนธิสัญญาและเป็นสิ่งยืนยันว่าแผนที่ภาคผนวก 1 มีความสำคัญ กัมพูชาไม่ได้พูดถึงเรื่อง “การปักปันเขตแดน” แต่เป็นการขอตีความ เพราะสิ่งที่ดูเป็นเหตุเป็นผลมากที่สุด คือ การตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นของฝ่ายหนึ่ง และระบุอาณาบริเวณของปราสาทด้วย
“การที่ไทยอ้างมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของตัวเองว่า ควรมีอาณาบริเวณแค่ไหน โดยไม่ปรึกษากับกัมพูชา และไทยยังกำหนดเขตแดนในลักษณะที่ขัดแย้งกับคำพิพากษาในปี 2505 ถามว่า ประเทศหนึ่งจะมีอำนาจในการตัดสินเขตแดนแต่เพียงฝ่ายเดียวได้อย่างไร ซึ่งศาลโลกเคยระบุแล้วว่าไม่ว่าเส้นสันปันน้ำอยู่จุดใด เส้นเขตแดนก็ควรอยู่บนเส้นของแผนที่ภาคผนวก 1 ศาลจึงมีพันธกรณีที่ต้องพิจารณาตีความตามแผนที่ภาคผนวก 1 และวันนี้คงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมาเถียงกันเรื่องสันปันน้ำ เพราะตัดสินไปแล้ว”นายฌอง มาร์ค ซอเวล กล่าว
นายฌอง มาร์ค ซอเวล กล่าวต่อว่า กัมพูชาเริ่มตั้งแต่ปีค.ศ. 1962 แต่ไทยต้องการเริ่มตั้งแต่ค.ศ. 1904 กัมพูชาเพียงร้องขอให้ศาลโลกตีความข้อบทปฏิบัติการในคำพิพากษาปีพ.ศ. 2505 เท่านั้น แผนที่ภาคผนวก 1 นั้นเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษา จึงถือเป็นสนธิสัญญา และสิ่งที่กัมพูชาต้องการ คือ ความเชื่อมโยงของข้อบทปฏิบัติการในระดับโลก แต่ไทยต้องการที่จะลดทอนความเชื่อมโยงวรรคต่างๆในข้อปฏิบัติการ
ทั้งนี้ ศาลได้ระบุไว้แล้วว่าวรรคต่างๆในข้อบทปฏิบัติการแยกออกจากกันไม่ได้ โดยเฉพาะข้อที่ให้ไทยต้องถอนกองกำลังออกจากพื้นที่ดังกล่าว นั่นคือต้องถอนออกไปจนถึงเส้นเขตแดนของไทย ออกไปจากเขตอธิปไตยของกัมพูชา อันสอดคล้องกับแผนที่ภาคผนวก 1 ซึ่งศาลยอมรับว่าเป็นเขตแดน ดังนั้น หากไม่พิจารณาแผนที่ดังกล่าว คงไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าไทยจะต้องเคลื่อนย้ายกองกำลังไปที่ไหน
"เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องไปหาความหมายใดๆในพจนานุกรม เพราะศาลโลกได้ตัดสินไปแล้วในปี 2505 ให้มีการถอนกำลังออกไปนอกดินแดนกัมพูชา นี่คือความเข้าใจและการตีความของกัมพูชา ยืนยันว่า สมเหตุสมผลและสม่ำเสมอ ขณะที่ไทย เข้าใจไปอีกแบบหนึ่ง จึงถือว่ามีข้อพิพาทกัน"นายฌอง มาร์ค ซอเวลกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ไทยมีกำหนดขึ้นให้การต่อศาลโลกหลังกัมพูชา ในวันที่ 17 เม.ย. เวลา 15.00 - 18.00 น. และ 20.00 - 21.30 น. ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งสามารถติดตามการถ่ายทอดสดเป็นภาษาไทยได้ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 และเว็บไซต์ของกระทรวงการต่างประเทศ (www.phraviharn.org) รวมทั้งคลื่นวิทยุสราญรมย์ เอเอ็ม 1575 /สวท. เอฟเอ็ม 92.5 และเอเอ็ม 891 ตลอดจนเว็บไซต์ของศาลโลก WWW.ICJ-CIJ.ORG/HOMEPAGE และของสหประชาชาติ HTTP://WEBTV.UN.ORG แต่จะถ่ายทอดเป็นภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส โดยไม่มีภาษาไทย
อนึ่งแผนที่ภาคผนวก 1 หรือ แผนที่ 1 ต่อ 200,000 หรือที่มักเรียกว่า แผนที่ระวางดงรัก เป็นแผนที่แนบท้ายคำฟ้องของกัมพูชาในคดีที่มีการยื่นขอให้ศาลโลกพิจารณาเรื่องอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหาร ซึ่งจัดทำขึ้นภายใต้อนุสัญญา ค.ศ.1904







