posttoday
เอกชนขานรับไม้เด็ดมาร์ค

เอกชนขานรับไม้เด็ดมาร์ค

08 เมษายน 2553

หลังจากที่ถูกเรียกร้องให้จัดการสิ่งใดสิ่งหนึ่งกับกลุ่มคนเสื้อแดง ที่บุกยึดสี่แยกราชประสงค์ ก่อนที่เศรษฐกิจจะแย่ไปกว่านี้ รัฐบาลก็ประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งรัฐบาลหลีกเลี่ยงเรื่องนี้ตลอดมา เพื่อแก้ไขปัญหาให้เด็ดขาด เรื่องนี้นายอภิชาติ สังฆอารี กรรมการสหพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทย (เฟตตา) กล่าวว่า หลังประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ภาครัฐต้องเร่งดำเนินการสลายการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงตามหลักสากล โดยต้องดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน ซึ่งต้องใช้วิธีการที่นุ่มนวล เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการปะทะที่รุนแรงเกิดขึ้น

ทั้งนี้ภาครัฐต้องวางแผนปฏิบัติการให้มีความพร้อมรับมือกับทุกสถานการณืที่เกิดขึ้น โดยต้องเริ่มจากวิธีเบาไปถึงหนัก เช่น การใช้เครื่องขยายเสียงชี้แจงให้กลุ่มผู้ชุมนุมสลายตัว การฉีดน้ำ เป็นต้น เพื่อให้กฎหมายที่ประกาศออกมาใช้มีความศักดิ์สิทธิ

นอกจากนี้ หลังการสลายม็อบ เพื่อให้เหตุการณ์กลับสู่ภาวะปกติ รัฐบาลต้องเร่งสมานฉันท์คนในชาติโดยเร็ว รวมถึงต้องมีการเจรจายุติทุกสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศ เพื่อให้ทุกฝ่ายกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติสุขได้ สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้แบบปกติสุข

“การออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในครั้งนี้ เชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถจัดการยุติการชุมนุมได้ เพราะถ้าไม่ได้ก็ไม่ควรออกมาประกาศ เพราะที่ผ่านมากฎหมายไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ ทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้น แต่การสลายใช้วิธีการละมุนละม่อม ต้องไม่เกิดเหตุ”

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยมีความเสียหายในสายตาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ จะประกาศหรือไม่นั้นไม่ได้ส่งผลอะไรต่อการเดินทาง เพราะขณะนี้ยอดการจองช่วงเทศกาลสงกรานต์ได้ลดลงอยู่แล้ว แต่เชื่อว่าหากการชุมนุมยุติโดยเร็ว การเดินทางท่องเที่ยวจะกลับมาเป็นปกติ แต่ภาครัฐอาจต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นอย่างน้อย 8 เดือน1 ปี

นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ถูกต้องแล้วที่รัฐบาลตัดสินใจออกประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่มีความร้ายแรง เนื่องจากขณะนี้สถานการณ์การชุมนุมแสดงออกถึงการทำผิดกฎหมาย และเริ่มมีความรุนแรง เช่น การบุกเข้าไปภายในพื้นที่รัฐสภา ทั้งๆ ที่ประกาศว่าจะดำเนินการชุมนุมตามสันติวิธี เพื่อควบคุมสถานการณ์ให้อยู่ในความสงบ แต่รัฐบาลก็ต้องใช้กฎหมายตามขั้นตอน และพยายามผ่อนปรนไม่ให้เกิดความรุนแรง และคลี่คลายสถานการณ์ให้เป็นไปในทางที่ดี

ทั้งนี้ การชุมนุมปิดพื้นที่บริเวณ 4 แยกราชประสงค์เป็นเวลา 5 วันก็เป็นการทำผิดกฎหมาย สร้างผลกระทบให้กับประชาชนทุกระดับส่งผลต่อรายได้ของผู้ที่ทำงานอยู่ในบริเวณนั้น และส่งผลกระทบต่อการค้า การท่องเที่ยวจากต่างประเทศ ซึ่งหากปล่อยไว้เป็นเวลานานกว่านี้จะเริ่มกระทบกับการท่องเที่ยวภายในประเทศอย่างแน่นนอน เพราะคนไทยจะไม่อยากเดินทาง ไม่อยากออกจากบ้านไปไหนมาไหน

“ที่ผ่านมาหลายฝ่ายต่างเสนอทางออกให้มีการเจรจา ซึ่งทุกคนก็น่าจะรับฟัง ไม่อย่างนั้นปัญหานี้คงจะไม่ยุติได้” นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว

นายธนิต โสรัตน์ รักษาการรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นลุกลามมากกว่าที่คาดคิดไว้ เมื่อกลุ่มเสื้อแดงบุกเข้าไปในรัฐสภา ทำให้รัฐบาลเห็นว่ามาตรการเดิมคงไม่เพียงพอ ซึ่งเมื่อรัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแล้วจะทำให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจตาม พ.ร.บ.หลายฉบับ โดยต้องการให้รัฐบาลบังคับใช้ดังกล่าวอย่างเข้มงวดก่อนที่จะมีการใช้กำลังสลายการชุมนุม ซึ่งภาคเอกชนเห็นว่าไม่ว่าจะใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ความมั่นคง หรือ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินก็ไม่ต่างกันแล้วในสายตาชาวต่างชาติ โดยเมื่อสถานการณ์ถึงขนาดนี้แล้วคงไม่ต้องมาพะวงกับผลกระทบทางเศรษฐกิจแล้วเพราะประเทศกำลังเข้าสู่ภาวะจลาจลจึงเห็นว่ารัฐบาลควรรีบควบคุมสถานการณ์ให้ได้

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ไม่ว่ารัฐบาลจะประกาศ พ.ร.ก. ออกมาหรือไม่ก็ไม่มีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจ เพราะการชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์ได้ส่งผลลบต่อการท่องเที่ยวไทยไปแล้ว

“ยิ่งสถานการณ์การบุกไปที่สภา ยิ่งแสดงให้เห็นความเละเทะเข้าไปอีก ขณะที่รัฐบาลเองพยายามใช้กฎหมายแล้ว แต่ไม่สามารถควบคุมอะไรได้ และไม่รู้เหมือนกันว่าต่อไปจะเป็นอย่างไร” นายเศรษฐพุฒิ กล่าว

นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า กองทุนและนักลงทุนต่างประเทศยังสามารถเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้ตามปกติ เพราะการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่ได้เป็นข้อจำกัดเหมือนการเกิดการปฏิวัติหรือรัฐประหาร ของนักลงทุนจากบางประเทศหรือบางกองทุน

นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ยังไม่จำเป็นต้องออกมาตรการมาดูแลเพิ่มเติม ซึ่งเชื่อว่าระบบและมาตรการที่มีอยู่ในขณะนี้ยังสามารถรองรับและเปิดให้มีการซื้อขายหุ้นได้ตามปกติ หากเกิดปัญหาใดๆ มากระทบต่อการทำงานของตลาดหลักทรัพย์

“จะต้องติดตามดูว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นหรือไม่ และหากจะใช้มาตรการอะไรก็ต้องขึ้นอยู่กับเหตุการณ์นั้นๆ จึงยังบอกไม่ได้ และได้พูดคุยกับผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์ให้เตรียมความพร้อมทั้งระบบสำรอง และสาขาอื่นๆ หากเข้าทำงานในที่สาขาหรือสำนักงานไม่ได้เหมือนกรณีบริษัทหลักทรัพย์ 7 แห่งในย่านราชประสงค์”

อย่างไรก็ตาม วันที่ 7 เม.ย.ที่ผ่านมา แม้ม็อบเสือแดงสามารถบุกเข้าสภาก็ตาม แต่นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย สูงถึง 2,961 ล้านบาท และดัชนีหุ้นปิดที่ ระดับ 812.63 จุด บวก 4.48 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่นกว่า 36,888 ล้านบาท

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก