posttoday
สู้กับคอร์รัปชัน (1)

สู้กับคอร์รัปชัน (1)

08 เมษายน 2556

ในเมื่อเราได้เห็นแล้วว่าโทษของคอร์รัปชันนั้นมาก และประโยชน์ของมันฉาบฉวยเพียงใด ก็คงไม่มีทางอื่นนอกจากมาร่วมกันคิดหาทางขจัดคอร์รัปชันให้ได้ โดยนึกเสียอย่างพระมหาชนกว่าจะสำเร็จไม่สำเร็จก็ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำก็มีแต่จะจมลงไปกว่านี้ ไม่แน่ ถ้าเรานึกกันอย่างนี้มากๆ การต่อสู้กับคอร์รัปชันก็อาจสำเร็จเข้าจริงๆ ก็ได้ โดยมาตรการที่เห็นว่าสมควรทำมีดังต่อไปนี้

ในเมื่อเราได้เห็นแล้วว่าโทษของคอร์รัปชันนั้นมาก และประโยชน์ของมันฉาบฉวยเพียงใด ก็คงไม่มีทางอื่นนอกจากมาร่วมกันคิดหาทางขจัดคอร์รัปชันให้ได้ โดยนึกเสียอย่างพระมหาชนกว่าจะสำเร็จไม่สำเร็จก็ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำก็มีแต่จะจมลงไปกว่านี้ ไม่แน่ ถ้าเรานึกกันอย่างนี้มากๆ การต่อสู้กับคอร์รัปชันก็อาจสำเร็จเข้าจริงๆ ก็ได้ โดยมาตรการที่เห็นว่าสมควรทำมีดังต่อไปนี้

มาตรการแรก คือ การเปลี่ยนทัศนคติของสังคม

การเปลี่ยนทัศนคติในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงเพียงแต่การปลูกฝังจริยธรรมให้คนไม่คอร์รัปชันอย่างทุกวันนี้เท่านั้น แต่จะต้องเปลี่ยนจนถึงขั้นที่ว่า “ไม่ยอมให้คนอื่นคอร์รัปชัน” ด้วย เพราะลำพังการปลูกฝังให้คนไม่คอร์รัปชันอย่างเดียวนั้น ต่อให้ทำสำเร็จถึงแปดสิบเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของประเทศ (ซึ่งเข้าใจว่าเป็นอัตราความสำเร็จในการสอนศีลธรรมที่เอาศาสดาสามองค์มารวมกันก็ยังทำไม่ได้) ก็แปลว่ายังเหลือคนอีกเป็นสิบยี่สิบเปอร์เซ็นต์หรือเป็นสิบล้านคนที่พร้อมจะคอร์รัปชันให้ประเทศล่มจมต่อไป อย่าว่าแต่เอาเข้าจริงๆ การจะคอร์รัปชันให้ประเทศพังนั้น ใช้คนแค่ไม่ถึง 35 คน ไม่ทันเต็มห้องประชุมตึกไทยคู่ฟ้าก็ดูจะพอถมเถไปแล้ว

แต่การปลูกฝังนั้น จะทำกันอย่างไร เพราะคงเห็นแล้วว่าในโลกทุนนิยมทุกวันนี้ พลังความเห็นแก่ตัวนั้นชนะความเห็นแก่ส่วนรวมหลายขุม การจะไปปล้ำผีลุกปลุกผีนั่งให้คนเห็นแก่ส่วนรวมในสภาวะอย่างนี้จึงเป็นเรื่องขัดธรรมชาติ ไม่สู้การต่อต้านคอร์รัปชันโดนอาศัยความเห็นแก่ตัวนั่นแหละ แต่ทำโดยให้คนเห็นแก่ตัวแบบฉลาดขึ้น คือ ให้เห็นว่าแม้การคอร์รัปชันจะมีประโยชน์ต่อตนในระยะสั้น แต่นานไปแล้วก็จะมีผลเสียกว่ามาก ดังนั้นถ้าเห็นแก่ตัวจริงก็ไม่ควรจะคอร์รัปชันหรือไม่ยอมให้มีการคอร์รัปชันได้

ที่สำคัญ พวกที่เราจะต้องพยายามปลูกฝังความเข้าใจอันนี้ให้ได้มากๆ ก็คือ พวกที่คอร์รัปชันกำลังเอื้อให้ “ได้กระจุก” บนความเสียหายที่กระจายไปทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจที่กำลังหาทางฮั้วประมูล หรือคนรากหญ้าที่กำลังได้ประโยชน์จากนโยบายประชานิยมอันไม่ยั่งยืนก็ตาม

มาตรการที่สอง คือ การกระจายอำนาจรัฐ

ตามที่ได้พูดไปแล้ว หนึ่งในการคอร์รัปชันที่แนบเนียนและจับได้ยากที่สุดก็คือ การโกงที่ “เสียกระจาย” กล่าวคือ การโกงในระดับนโยบายส่วนกลาง เพราะโกงไปเท่าไร เงินที่โกงก็จะถูกเฉลี่ยไปเป็นภาษีของคนทั้งประเทศจนหารแล้วตกคนละไม่กี่บาท ยากที่ใครจะรู้ตัวและเป็นเดือดเป็นร้อน

ดังนั้น ในทางตรงกันข้าม หากมีการกระจายอำนาจที่จะกำหนดงบประมาณและควบคุมทรัพยากรต่างๆ ไปให้ท้องถิ่น ก็จะทำให้การโกงนั้นไม่ได้มีผลเป็นการเสียกระจายไปในคนทั้งประเทศอย่างจับต้องไม่ได้อีกต่อไป แต่จะเป็นการโกงที่“เสียกระจุก” อยู่เฉพาะกับคนในท้องถิ่นแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย เฉลี่ยไปไหนไม่ได้ ซึ่งย่อมจะเป็นแรงจูงใจให้คนในท้องถิ่นกวดขันตรวจสอบการใช้งบประมาณอย่างเข้มงวดกว่าเดิม เพราะรู้สึกได้ชัดๆ ว่าตัวเองมีส่วนได้เสียจากการใช้งบประมาณท้องถิ่นนั้นนั่นเอง

จริงอยู่เราเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ดีมาบ้างจาก อบจ.และ อบต.บางแห่ง ซึ่งโกงเก่งไม่แพ้ส่วนกลาง และทุกวันนี้ก็มีข่าว อบต. อบจ. ยิงกันเพราะเรื่องผลประโยชน์ให้เห็นอยู่ตลอด จนบางคนถึงกับกล่าวว่า การกระจายอำนาจเป็นการกระจายคอร์รัปชันให้กว้างขวางลึกซึ้งยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในอีกทางหนึ่งเราก็เคยมีประสบการณ์ที่ดีจากองค์กรท้องถิ่นอีกหลายแห่งเช่นกัน ซึ่งตัวอย่างเหล่านี้สามารถนำมาศึกษา พัฒนา กำหนดเป็นมาตรฐาน จากนั้นก็โฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อให้เกิดการนำไปใช้โดยทั่วไปในที่สุด

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว