posttoday
พระนพีสีพิศาลคุณ มหาทองอินทร์ กุสลจิตโต(5)

พระนพีสีพิศาลคุณ มหาทองอินทร์ กุสลจิตโต(5)

07 เมษายน 2556

เมื่อพระนพีสีพิศาลคุณกลับมาวัดสันติธรรม เห็นสภาพของวัด ศาลา กุฏิ ล้วนแต่ทรุดโทรมไปมาก พระ เณร ก็ไม่ค่อยจะเรียบร้อย และก็มีอยู่ 2-3 รูปเท่านั้น

เมื่อพระนพีสีพิศาลคุณกลับมาวัดสันติธรรม เห็นสภาพของวัด ศาลา กุฏิ ล้วนแต่ทรุดโทรมไปมาก พระ เณร ก็ไม่ค่อยจะเรียบร้อย และก็มีอยู่ 2-3 รูปเท่านั้น

กลับมาพัฒนาวัดสันติธรรม

เมื่อพระนพีสีพิศาลคุณกลับมาวัดสันติธรรม เห็นสภาพของวัด ศาลา กุฏิ ล้วนแต่ทรุดโทรมไปมาก พระ เณร ก็ไม่ค่อยจะเรียบร้อย และก็มีอยู่ 2-3 รูปเท่านั้น ญาติโยมผู้อุปถัมภ์ก็เสื่อมศรัทธา และเหลือคณะศรัทธาน้อยคนที่จะอุปถัมภ์ ท่านจึงตั้งปณิธานว่า เราจะพัฒนาวัด อบรมญาติโยม และอบรมพระภิกษุสามเณรต่อไป

ในปี พ.ศ. 2509 หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร เกิดป่วยเป็นโรคไต ท่านจึงมีจดหมายขอลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสันติธรรมต่อเจ้าคณะอำเภอ จึงเป็นเหตุให้ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสันติธรรมว่างลง ทางเจ้าคณะอำเภอจึงได้แต่งตั้งให้ท่านพระนพีสีพิศาลคุณเป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสันติธรรม

ในปี พ.ศ. 2510 ท่านพระนพีสีพิศาลคุณอายุได้ 39 ปี ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดสันติธรรม ณ วันที่ 7 ธ.ค. 2510 ท่านมีความดำริว่า เราจะดำเนินการสร้างอุโบสถที่หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ผู้ริเริ่มสร้างค้างไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2495 ยังไม่เสร็จ จะทำให้สำเร็จให้ได้ ท่านพระนพีสีพิศาลคุณเข้าที่สงบจิต ทำจิตให้เป็นหนึ่งแล้วอธิษฐานว่า “ข้าพเจ้าจะสร้างอุโบสถนี้ให้สำเร็จภายใน 3 ปี”

ปรากฏว่าการก่อสร้างอุโบสถได้สำเร็จตามกำหนด 3 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2510-2513 ดังที่ท่านได้อธิษฐานไว้ รวมเวลาการสร้างพระอุโบสถตั้งแต่หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร เริ่มสร้าง พ.ศ. 2495-2513 ใช้เวลาทั้งสิ้น 18 ปี สำเร็จด้วยกำลังกาย กำลังใจ กำลังสติปัญญาของหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร และพระนพีสีพิศาลคุณ ศิษย์เอกคนแรกของหลวงปู่สิม พร้อมทั้งแรงสนับสนุนของคณะศิษย์และศรัทธาวัดสันติธรรม ร่วมกันสร้างอุโบสถ 1 หลัง กว้าง 14 เมตร ยาว 28 เมตร สูง 30 เมตร เป็นอุโบสถที่วิจิตรสวยงาม หน้าบันด้านหน้าเป็นปูนปั้นเรื่องเมขลาล่อแก้ว หน้าบันด้านหลังหันหน้าสู่พระสันติเจดีย์ เป็นงานจิตรกรรมเขียนสีลงทองเรื่องราว ของพระพุทธเจ้าตอนประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน สิ้นทุนในการก่อสร้างเป็นเงินทั้งสิ้น 782,910.10 บาท

ในวันอาทิตย์ที่ 5 เม.ย. ปี พ.ศ. 2513 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (จวน อุฏฐายีมหาเถระ) เสด็จเป็นองค์ประธาน ผูกพัทธสีมาฝังลูกนิมิต และทำการฉลองอุโบสถเป็นเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 2 ถึงวันเสาร์ที่ 4 เม.ย. ปี พ.ศ. 2513 มีพระภิกษุสามเณรและศรัทธาร่วมงานเป็นจำนวนมาก

มอบธรรมะแทนพระคุณมารดา

เมื่อ พ.ศ. 2510 โยมมารดาและน้องสาวได้เดินทางมาจาก จ.เพชรบูรณ์ เพื่ออุปัฏฐาก ท่านถือเอาโอกาสนั้นอบรมสอนพระกรรมฐานให้ตอบแทนบุญคุณ มารดาของท่านปฏิบัติธรรมได้ดีเพราะตั้งใจจริง สมัยเมื่ออยู่ จ.เพชรบูรณ์ ท่านสอนกรรมฐานให้โยมมารดาได้เพียงครั้งเดียว เพราะหมู่ปฏิบัติมันน้อย ก็เลยพลอยหมดกำลังใจ

ครั้นมาอยู่ จ.เชียงใหม่ มาปฏิบัติผู้คนหมู่มาก ก็สามารถรุดหน้าไปด้วยดี ได้เริ่มเรียนรู้สมาธิโดยการกำหนดลมหายใจ ควบคู่กับองค์พุทโธ การหายใจท่านก็ปล่อยวางการสอนให้เป็นไปตามธรรมชาติที่สุด หายใจแบบธรรมดาไม่หนักไม่เบาจนเกินไป อาการรู้ต้องเด่นชัด มีสติรู้เสมอ โยมมารดาเป็นโรคหืดหอบ แรกๆ ก็รู้สึกลำบากพอสมควรเพราะว่าอาการหายใจปกติแล้วก็ดูออกจะลำบากเมื่อนั่งสมาธิก็ยิ่งอึดอัดมาก แต่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้มนุษย์มีความมานะพยายาม มีความอดทนต่อสู้กับอุปสรรค กำหนดจิตให้คลายความกังวล ไม่มีอะไรในโลกที่มนุษย์จะทำไม่ได้ วิสัยของมนุษย์เอาทุกอย่างทั้งภายนอกและภายใน ไม่เคยย่อท้อกับความลำบาก ดูอย่างนี้ซิ ความโลภก็เอา ความโกรธก็เอา ความหลงก็เอา กิเลสตัณหา อุปาทานรับไว้หมด ความทุกข์ระทมใจ ความเสียอกเสียใจ ก็รับเอาไว้หมดแล้ว เวลาเราจะนั่งเอาความดี รับเอาความสงบสุขในทางธรรมะบ้าง มันจะร้อนรุ่มหนักหนาอะไร ท่านให้กำหนดรู้ลมเข้า ลมออก มีจิตเท่านั้นจะเป็นผู้รู้ มีสติเท่านั้นคอยดูแล มิให้อารมณ์ใดๆ เล็ดลอดเข้ามาสู่ใจ

โยมต้องเข้าใจนะว่า อารมณ์ใจนี้ถ้าถูกเปิดประตูให้หลั่งไหลเข้ามาเมื่อไหร่ จิตที่สงบอยู่ ถ้าสงบไม่เต็มที่จะกระเพื่อม เหมือนน้ำในโอ่ง ขณะเดียวกันสิ่งที่จะตามมาก็คืออารมณ์ขุ่นมัวด้วยตะกอนหัวใจ มันจะมาปิดหนทางความดีอีกให้มืดมนน่าเสียดาย

โรคร้ายหายได้ด้วยการภาวนา

โยมมารดาของท่านพยายามฝึกอบรมอยู่ 1 ปี กำหนดลมหายใจเพ่งดูอยู่เฉย ลมออกก็รู้ ลมเข้าก็รู้มัน มีความรู้สึกทางจิต เป็นสายหมอกขาวๆ ผ่านไปมาอย่างนั้น ข้อสำคัญ ความเป็นโรคระบบหายใจนี้อย่าไปกังวลกับขี้มูก ขี้ตานะ มันจะไหลออกไหลเข้ามากมายก็ช่างมัน มันจะปวดแสบ มันจะอึดอัด ก็ปล่อยอารมณ์เท่านั้น อย่ากังวล อย่าเที่ยวคลำหาผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดให้วุ่นวาย ทำใจเป็นปกติปล่อยวาง เพราะการปฏิบัติเช่นนี้มิใช่เป็นเรื่องน่าเกลียด น่าอาย และมิใช่เรื่องสกปรกอะไร

มีบางคนมาถามว่า เวลานั่งสมาธิภาวนา เกิดมีน้ำลายไหลออกมาจากปากจนรู้สึกตัวเองต้องคอยเอาผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดอยู่ตลอดเวลา เพราะเวลาจิตรวมลง พอถอนออกจากสมาธิแล้ว น้ำลายไหลยืดเปียกเสื้อผ้า น่าเกลียดจริงเลย น่าละอายด้วย ท่านเคยสอนว่า เรื่องของสังขารไม่น่าจะเป็นเรื่องที่โยมคิด ไม่น่าอายอะไรเลย ดีเสียอีก ให้มันไหลออกให้หมดมันจะได้สบาย วันต่อไปจะได้นั่งสบาย สังขารมีดิน น้ำ ไฟ และลม จะไปห้ามธาตุทั้งสี่มันมิให้ไหลเวียนจะทำได้หรือ ถ้าธาตุทั้งสี่มันหยุดก็หมดกันสิ ตายเท่านั้นเอง ปล่อยมันไป จะไหลท่วมกุฏิก็ช่างมัน เราเอาดีทางจิตใจ มิได้เอาดีตรงสังขารร่างกาย ถ้าใจมีอำนาจ สังขารร่างกายก็เป็นบ่าวคอยรับใช้ จิตเป็นที่รองรับ จิตสบายกายก็สงบเหมือนกัน ท่านสอนโยมมารดาเอาชนะจิตใจได้ ก็ภายในเวลา 1 ปีนั้น โรคหืดหอบก็หายไปเลย โยมมารดาอยู่บำเพ็ญภาวนากับท่าน 10 ปี ในปี พ.ศ. 2520 ก็กลับไปบ้านเดิมที่ จ.เพชรบูรณ์ แล้วก็เสียชีวิตลงในถิ่นกำเนิดของท่าน นับได้ว่าบุญคุณของโยมมารดา ท่านได้ตอบแทนอย่างสมบูรณ์แล้ว

เป็นผู้กตัญญูรู้คุณ

เท่าที่ได้ทราบจากครูบาอาจารย์ตลอดถึงพระภิกษุสงฆ์รุ่นเดียวกับท่าน มักจะกล่าวเสมอๆ ว่าท่านพระนพีสีพิศาลคุณ ท่านเป็นพระเสมอต้นเสมอปลาย จิตใจดีมีความกตัญญูมาตั้งแต่บวช นิสัยนั้นจนได้เป็นพระมหาทองอินทร์ ได้เป็นพระอาจารย์ทองอินทร์ ได้เป็นหลวงพ่อทองอินทร์ ได้เป็นพระครูสันตยาธิคุณ และได้เป็นพระนพีสีพิศาลคุณ ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง สำหรับครูบาอาจารย์ของท่านคือ หลวงปู่สิม พุทธาจาโร ท่านจะปฏิบัติตน เหมือนลูกปฏิบัติพ่อ ท่านคอยสังเกตสิ่งที่ขาดตกบกพร่องแล้ว ก็หาสิ่งเหล่านั้นมาถวายอยู่เสมอๆ สิ่งใดที่ญาติโยมนำมาถวาย เป็นสิ่งของที่มีคุณค่า เช่น เก้าอี้พับได้ สำหรับพักผ่อนอิริยาบถ ท่านจะไม่ยอมเก็บไว้ จะต้องนำไปถวายพระอาจารย์ทุกอย่าง แต่สุดท้ายก็ได้มีโยมนำมาถวายท่านอีก นับเป็นความดีที่สนองตอบอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร มักจะมาปรากฏเช่นครั้งเมื่อท่านไปบำเพ็ญธรรมอยู่ในถ้ำ พอท่านนั่งสมาธิจิตแส่ส่ายออกไปภายนอก จะปรากฏนิมิตหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ก็จะมาเตือนสติทางนิมิตว่า ใช้ไม่ได้แล้ว จะใช้ความคิด อย่างนั้นไมได้ผิดทางเปลี่ยนเข้าจิตใจ

เวลาอบรมธรรม

ขณะที่ท่านพระนพีสีพิศาลคุณมีชีวิตอยู่ ท่านจะอบรมบำเพ็ญภาวนาสอนพระภิกษุสามเณรในช่วงทำวัตรสวดมนต์เย็นทุกๆ ครั้ง ทุกวัน ส่วนญาติโยมอุบาสก อุบาสิกา ท่านจะอบรมสั่งสอนกรรมฐานด้วยตัวของท่านเองในวันพระถึงสามเวลาดังนี้ เช้า เวลา 09.00 น. ถึง 10.00 น. บ่ายเวลา 15.00 น. ถึงเวลา 16.00 น. สลับกับเดินจงกรมรอบพระเจดีย์ เย็นเวลา 20.00 น. ถึงเวลา 21.00 น. จนกระทั่งท่านอาพาธ ไม่สามารถกระทำการอบรมได้ครบทั้งสามเวลา แต่ก็ยังฝืนสังขารมาอบรมพระภิกษุสามเณรและญาติโยมอยู่เสมอด้วยจิตใจที่เด็ดเดี่ยวมั่นคง

การสร้างสันติเจดีย์

ท่านและศรัทธาญาติโยมได้ช่วยกันสร้าง “สันติเจดีย์” โดยประยุกต์แบบมาจากเจดีย์กู่กุด จ.ลำพูน ซึ่งเป็นแบบสุวรรณจังโกฏิเจดีย์ มีลักษณะทรงกรวยสี่เหลี่ยมเป็นชั้น 5 ชั้น มีซุ้มจระนำทั้งหมด 60 ซุ้ม ซึ่งมีพระพุทธรูป 60 องค์ เป็นศิลปะละโว้หริภุญไชย และถอดแบบมาจากเจดีย์เหลี่ยม วัดป่าเจดีย์เหลี่ยม ต.ท่าวังตาล อ.สารภี จ.เชียงใหม่ เป็นเจดีย์ศิลปะที่ได้รับอิทธิพลมาจากมอญในพุกาม

โดยความเห็นชอบของพระนพีสีพิศาลคุณได้ประยุกต์รูปแบบสันติเจดีย์ให้เป็นเจดีย์ที่ออกแบบให้สืบทอดความงามด้านศิลปกรรม สถาปัตยกรรม และวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของอาณาจักรล้านนา เป็นแบบเจดีย์เหลี่ยมฐานกว้าง 12 x 12 เมตร สูง 31 เมตร

มีการวางศิลาฤกษ์โดย พ.ต.อ.นิรันดร ชัยนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันอังคารที่ 9 มี.ค. ปี พ.ศ. 2514 เวลา 08.15 น. โดยมี พระราชวินยาภรณ์ (พระพุทธพจนวราภรณ์ จันทร์ กุสโล) วัดเจดีย์หลวงเป็นประธานฝ่ายสงฆ์

ในแต่ละชั้นของสันติเจดีย์ มีซุ้มจระนำ ด้านละ 3 ชุด ตั้งแต่ชั้นที่ 1 ถึงชั้นที่ 5 ชั้นที่ 1 เป็นที่ประดิษฐานพระปางห้ามพระสมุทร ชั้นที่ 2 เป็นที่ประดิษฐานพระปางอุ้มบาตร ชั้นที่ 3 เป็นที่ประดิษฐานพระปางห้ามญาติ ชั้นที่ 4 เป็นที่ประดิษฐานพระปางรำพึง ชั้นที่ 5 เป็นที่ประดิษฐานพระปางประทับยืน ภายในเจดีย์ชั้นที่ 2 เป็นที่เก็บน้ำดื่ม น้ำใช้ภายในวัด ที่ปั๊มขึ้นมาจากบ่อบาดาล ใช้เวลาสร้าง 5 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2514-2519 สิ้นค่าใช้จ่าย 893,304.75 บาท

วันเสาร์ที่ 31 ม.ค. ปี พ.ศ. 2519 โดยพระราชวินยาภรณ์ (พระพุทธพจนวราภรณ์ จันทร์ กุสโล) เจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวงวรวิหารในปัจจุบัน เป็นประธานทำบุญยกยอดฉัตรสันติเจดีย์

ระหว่างวันที่ 14-16 มี.ค. ปี พ.ศ. 2519 จัดงานทำบุญฉลองสันติเจดีย์ วันที่ 14 มี.ค. มีการเจริญพระพุทธมนต์ และประกอบพิธีเบิกเนตรพระที่สร้างใหม่ตรงกลางเจดีย์หันหน้าออก 4 ทิศ

ในวันจันทร์ที่ 15 มี.ค. ปี พ.ศ. 2519 เวลา 19.00 น. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก (วาสน์ วาสโนมหาเถระ) เสด็จเป็นองค์ประธานการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และปูชนียวัตถุไว้ที่ยอดและในองค์สันติเจดีย์ เจริญพระพุทธมนต์และทรงแสดงพระธรรมเทศนาอบรมกรรมฐาน 1 กัณฑ์

เช้าวันที่ 16 มี.ค. ปี พ.ศ. 2519 ทำบุญตักบาตรและ‌ถวายสันติเจดีย์และพระพุทธรูปทั้งหมด

 งานบูรณปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุ

หลังจากผูกพัทธสีมา ตัดลูกนิมิตอุโบสถ และสร้างเจดีย์‌เสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงได้ริเริ่มสร้างกุฏิที่อยู่อาศัยของ‌พระภิกษุ สามเณร สมัยแรกปรากฏว่า การก่อสร้างกุฏิทำ‌ได้รวดเร็ว เพราะมีเจ้าศรัทธาบริจาคเงินให้ก่อสร้าง เป็น‌เจ้าของแต่ละหลัง เพียง 2-3 ปีเท่านั้นก็ได้กุฏิ 20 กว่าหลัง

ปัจจุบันวัดสันติธรรมมีกุฏิเจ้าอาวาส กุฏิถาวร 44 หลัง ‌กุฏิทำด้วยไม้ 12 หลัง อาคารสำนักงานเจ้าคณะธรรมยุต‌จังหวัดเชียงใหม่-ลำพูน-แม่ฮ่องสอน 1 หลัง ดัดแปลงจาก‌กุฏิเอี่ยมศริยารักษ์ รวมทั้งสิ้น 57 หลัง

ได้ทำการสร้างศาลาบำเพ็ญบุญ ระหว่างวันที่ 2 มี.ค.-‌วันที่ 3 มิ.ย. ปี พ.ศ. 2520 ใช้เงิน 225,787.75 บาท

ศาลาฟองสมุทรแทนหอฉันที่ได้ใช้งานมานาน ซึ่งต่อมา‌คับแคบลง จึงได้รื้อศาลาไม้หลังเดิมวันที่ 9 ก.ย. ปี พ.ศ. ‌2524 ปลูกใหม่ ค่าก่อสร้าง ค่าพระพุทธรูป และเครื่องใช้‌ประจำศาลา เป็นเงิน 466,273.20 บาท และทำบุญถวาย‌วันที่ 25 ก.พ. ปี พ.ศ. 2525

ทำการบูรณปฏิสังขรณ์หอระฆังไม้ของเดิมมาเป็นหอ‌ระฆังโครงสร้างคอนกรีตในปี พ.ศ. 2524

มีการสร้างหอสมุดของวัด โดย รศ.ดร.กนกมลฑลศรศรีวิชัย เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. ปี พ.ศ. 2531

ทำการลงรักปิดทองพระพุทธรูปในอุโบสถและศาลา‌ฟองสมุทร ปี พ.ศ. 2535 โดยพระครูวิทิตศาสนกิจ และ‌คณะศรัทธา

สร้างรูปหล่อเหมือนหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ในปี พ.ศ. ‌2531 ขนาดเท่าองค์จริง โดยพระครูวิทิตศาสนกิจ นายค่าย ‌และนางพยงค์ อาภาวัชรุตม์ และคณะศรัทธา ยังได้บรรจุ‌อังคารธาตุของหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร ไว้ในรูปหล่อ ในปี ‌พ.ศ. 2536 เพื่อเป็นการบูชาและน้อมคารวะถึงพระคุณครูบาอาจารย์

ในปี พ.ศ. 2533 ได้ทำการซ่อมอุโบสถและสันติเจดีย์‌ครั้งที่ 1 เริ่มซ่อมระหว่างวันที่ 21 เม.ย.-21 ก.ย. ได้ซ่อม‌หลังคา หน้าบัน ทาสีอุโบสถ และทาสีสันติเจดีย์ ใช้เงินทั้ง‌สิ้น 149,898 บาท และเขียนภาพต้นโพธิ์ ภาพหลวงปู่สิม ‌พุทธาจาโร และพระนพีสีพิศาลคุณ ที่ผนัง อุโบสถใช้เงิน ‌2.5 หมื่นบาท บริจาคโดยคุณอรรถกิจ คุณอัจฉรา โนตานนท์ และ นพ.วิมล คุณจินดา โนตานนท์ ถวายพร้อม‌งานกฐินเมื่อวันที่ 11 ต.ค. ปี พ.ศ. 2533

ต่อมาในปี พ.ศ. 2538 ซ่อมอุโบสถสันติเจดีย์ครั้งที่ 2 ‌และปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบ

ซ่อมอุโบสถ เปลี่ยนหลังคาอุโบสถ ฉาบปูน ทาสี ตก‌แต่งหน้าบัน ช่อฟ้าใบระกาใหม่ ปูพื้นหินแกรนิต

ซ่อมสันติเจดีย์ เปลี่ยนฉัตรเจดีย์ใหม่ ปูกระเบื้องใน‌สันติเจดีย์ลาดถนนคอนกรีต ปรับปรุงที่เก็บน้ำดื่มไว้ชั้นที่ 3 ‌เพื่อให้แรงดันของน้ำแรงขึ้น เปลี่ยนที่เก็บน้ำใช้จากชั้นที่ 2 ‌ของสันติเจดีย์ เป็นชั้นที่ 3 เพื่อเพิ่มความแรงดันน้ำ

ตกแต่งสวนหย่อม ภูมิทัศน์ภายใน และหน้าประตูวัด‌และหน้าโรงเรียนพระปริยัติธรรม มีการพัฒนาวัด ปลูกไม้ผล ‌ไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้ยืนต้นให้ร่มรื่น ทาสีศาลาบำเพ็ญบุญ ‌ห้องสมุด และกุฏิแม่อุไร ใช้เงินทั้งสิ้น 4,988,616 บาท

 

 

 


 

 

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69